ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2568: เจาะลึกกลยุทธ์ “มูลค่าลงทุน” และ “จำนวนหน่วย” ครึ่งปีแรก
กรุงเทพมหานคร – ในโลกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยที่เปรียบเสมือนสมรภูมิรบอันดุเดือด การประกาศตัวเป็น “ผู้นำ” ของผู้
ประกอบการรายใหญ่เป็นเรื่องที่พบเห็นได้จนชินตา แต่คำว่า “ผู้นำ” นั้นสามารถตีความได้หลากหลาย ตั้งแต่ผู้นำตลาดบ้านหรูระดับ Ultra-Luxury, ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการที่ยั่งยืน, ผู้นำตลาดภูมิภาค, หรือผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมริมชายหาด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 นี้ สถาบันวิจัยชั้นนำอย่าง ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย AREA (Agency for Real Estate Affairs) ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพื่อจัดอันดับ “ความเป็นผู้นำ” โดยพิจารณาจากสองมิติสำคัญ คือ “มูลค่าการลงทุนเปิดโครงการใหม่” และ “จำนวนหน่วยลงทุนเปิดโครงการใหม่” ในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน 2568) เพื่อสะท้อนภาพรวมที่แท้จริงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
10 ยักษ์ใหญ่ ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% สะท้อนการกระจุกตัวของอำนาจทุน
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน AREA เปิดเผยถึงผลการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่า ตลาดโดยรวมมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ทั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม รวมทั้งสิ้น 15,452 หน่วย คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 110,820 ล้านบาท โดยมีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 7.172 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญกับความท้าทาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคที่กำลังซื้อของผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลง ผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินสำหรับที่อยู่อาศัยในระดับราคา 3-5 ล้านบาท (ตลาดแมส) มีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ตลาดระดับบน ราคาตั้งแต่ 7-10 ล้านบาทขึ้นไป กลับยังคงมีการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของกำลังซื้อและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละระดับราคา
การกระจุกตัวของอำนาจทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อพิจารณาการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยพบว่า 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกันได้ถึงกว่า 70% ของตลาดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในมิติของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ หรือมูลค่าการลงทุนเปิดโครงการใหม่
“มูลค่าการลงทุนใหม่”: AP (Thailand) ผงาดผู้นำ กวาด 19% ของตลาด
สำหรับมิติของ “มูลค่าการลงทุนเปิดโครงการใหม่” ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) สามารถขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างสง่างาม ด้วยมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมสูงถึง 21,085 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 19% ของมูลค่าตลาดรวม (110,820 ล้านบาท)
แม้ว่า AP (Thailand) จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่รวม 1,661 หน่วย แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยกลับสูงถึง 12.694 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาเฉลี่ยของตลาดรวม แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่เน้นคุณภาพ ทำเล และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง
ตามมาด้วย บมจ.แสนสิริ ที่มีมูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,519 ล้านบาท, บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น มูลค่าเปิดตัวใหม่ 10,362 ล้านบาท, บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มูลค่าเปิดตัวใหม่ 8,230 ล้านบาท และ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มูลค่าเปิดตัวใหม่ 8,230 ล้านบาท ตามลำดับ
“จำนวนหน่วยลงทุนเปิดใหม่”: แสนสิริ ครองแชมป์ คว้า 12% ของตลาด
ในส่วนของมิติ “จำนวนหน่วยลงทุนเปิดใหม่” บมจ.แสนสิริ กลายเป็นผู้นำอย่างชัดเจน โดยสามารถเปิดตัวโครงการใหม่ได้ถึง 1,847 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 12% ของจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งหมดในตลาด (15,452 หน่วย)
แสนสิริได้พัฒนาโครงการรวม 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 10,519 ล้านบาท ด้วยราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ประมาณ 5.695 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การเข้าถึงตลาดในวงกว้าง การพัฒนาโครงการที่หลากหลายรูปแบบ และการกระจายทำเลที่ครอบคลุม
ในอันดับถัดมา ได้แก่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) จำนวน 1,661 หน่วย, บมจ.แอสเซทไวส์ จำนวน 1,355 หน่วย, บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท จำนวน 929 หน่วย และ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำนวน 875 หน่วย
“ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย” ระอุ: Major Development ทะยานสู่อันดับ 1 มูลค่า 101.3 ล้านบาท
สีสันที่น่าจับตาอย่างยิ่งในการเปิดตัวโครงการใหม่ช่วงครึ่งปีแรก 2568 คือ “มูลค่าเฉลี่ยต่อหน่วย” ที่แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันในตลาดระดับบนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวเพียง 1 โครงการ จำนวน 45 หน่วย แต่มีมูลค่าโครงการรวมสูงถึง 4,559 ล้านบาท ทำให้มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยในโครงการดังกล่าวสูงถึง 101.3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าทึ่ง
นอกจากนี้ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็มีราคาขายเฉลี่ยสูงสุดในกลุ่ม 10 อันดับแรก อยู่ที่ 20.627 ล้านบาทต่อหน่วย
และเช่นเคย บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ยังคงรักษามาตรฐานความเป็น “แชมป์” ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง โดยในช่วงครึ่งปีแรก มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 11.843 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม
ยิ่งไปกว่านั้น SC Asset ยังได้เปิดตัวบ้านแบรนด์ “SONLE Residences” ในเซ็กเมนต์ Ultra-Luxury ที่มีเพียง 5 หลัง แต่ละหลังมีราคาสูงถึง 260-400 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าสถิตินี้จะถูกยกยอดไปสร้างสีสันการแข่งขันด้านราคาเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นี้ สะท้อนถึงตลาด Super Luxury ที่ยังคงเติบโตและมีผู้เล่นที่พร้อมลงทุนอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568: ความท้าทายและโอกาสในยุคเศรษฐกิจผันผวน
ผลสำรวจจาก AREA ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมที่ซับซ้อนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่ตลาดแมสยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านกำลังซื้อและสินเชื่อ ตลาดระดับบนและ Ultra-Luxury กลับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าจับตา การพัฒนาโครงการที่เน้นคุณภาพ ทำเลที่ตั้ง การออกแบบที่ทันสมัย และการบริการที่เป็นเลิศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการทำความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง การติดตามข้อมูลและแนวโน้มจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง AREA จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนอย่างชาญฉลาด
คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะก้าวสู่โลกแห่งการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568? เจาะลึกข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ และค้นหาโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับคุณ!