Ford Mustang รถสปอร์ตชื่อดังสัญชาติอเมริกา ที่ออกจำหน่ายมานานถึง 56 ปี และมาถึง generation ที่ 6 ในโฉมปัจจุบัน ยังคงรักษาเกียรติประวัติความนิยมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยสร้างยอดขายสะสมทั่วโลกในปี 2019 ไว้ที่ 102,090 คัน ส่งผลให้คว้าตำแหน่งรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในโลก ประจำปีดังกล่าวไปครอง นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

ข้อมูลยอดขายมาจาก IHS Markit ซึ่งอ้างอิงจากยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั่วโลกใน 80 ประเทศ คาดว่าสามารถเก็บข้อมูลรถยนต์ใหม่ได้ไม่น้อยกว่า 95% ส่วนประเภทของรถสปอร์ตที่ IHS Markit นิยามไว้ครอบคลุมรถยนต์สองประตู ทั้งหลังคาแข็ง Coupe และ เปิดประทุน Convertible เป็นเหตุให้ Ford Mustang สามารถรวมยอดขายของทั้งสองแบบตัวถังได้
Ford ยังเปิดเผยด้วยว่ายอดขายของ Ford Mustang ในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นในหลายตลาด โดยในเยอรมนีโตขึ้น 33%, โปแลนด์สูงขึ้นเกือบ 50% และ ฝรั่งเศสมียอดขายพุ่งขึ้นเกือบสองเท่าเลยทีเดียว ส่วนสถานการณ์ในบ้านเกิด Ford Mustang ยังคงเป็นรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในอเมริกาในปี 2019 ยึดบัลลังก์ผูกขาดนับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

หลังจากที่ชื่นมื่นไปได้ไม่นานกับข่าวคราวการคว้าตำแหน่ง รถยนต์ที่ขายดีที่สุดประจำไตรมาสแรกของปี 2020 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของแบรนด์ Tesla ล่าสุดก็มีเรื่องให้รอยยิ้มบนหน้าของชาว Tesla ต้องหุบลง เมื่อ J.D. Power องค์กรสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคสินค้าในตลาด ได้เปิดเผยผลการสำรวจความพึงพอใจในด้านคุณภาพของผู้ที่ซื้อรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา (JD Power Initial Quality Study) โดยมีการจัดอันดับออกมาว่า รถยนต์ยี่ห้อ Tesla เป็นที่พึงพอใจอันดับสุดท้าย จากการเปรียบเทียบกันของรถยนต์กว่า 30 แบรนด์

การสำรวจความพึงพอใจนี้จัดทำขึ้นในกลุ่ม ผู้ที่เพิ่งซื้อรถยนต์ใหม่มาใช้งานในช่วง 90 วันแรกทั่วทั้ง 50 รัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีตัวชี้วัดจำนวนปัญหาที่เกิดขึ้นต่อรถจำนวน 100 คัน (Problems per 100 vehicles หรือ PP100) เป็นหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนและจัดอันดับ ซึ่ง Tesla ทำตัวเลขสูงถึง 250 ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์ทั่วไปที่ 166 PP100 ตามมาด้วย Land Rover ที่ 228 และ Audi ที่ 225 PP100 นั่นเอง
ในส่วนของหัวตารางหรือแบรนด์รถยนต์ที่มี PP100 น้อยที่สุดก็คือ Dodge และ Kia ที่ 136 เท่ากัน ตามมาด้วย Chevrolet และ Ram ที่เสมอกันไปด้วยตัวเลขเพียง 141 PP100 เท่ากันเช่นกัน ซึ่งในการสำรวจความพึงพอใจของแบรนด์ Tesla ยังมีความแตกต่างจากแบรนด์อื่นอีกด้วย โดย Tesla ได้มีการห้ามมิให้ J.D. Power ทำการสำรวจจากลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์ Tesla ใน 15 รัฐในอเมริกา ทำให้ทางสำนักเองต้องหากลุ่มตัวอย่างรายใหม่จากใน 35 รัฐที่เหลือเพื่อให้ครบจำนวนเทียบเท่ารถยนต์แบรนด์อื่นแทน

สำหรับปัญหาที่พบในรถยนต์ของ Tesla นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของหน้าจอแบบสัมผัสที่ไม่สามารถใช้งานได้ตรงตามที่แตะสัมผัสหน้าจอ และเรื่องของความไม่สมบูรณ์ของชุดแบตเตอรี่ในรุ่น Model S รวมไปถึงคุณภาพในการประกอบ เช่น เสียงดังจากบริเวณคอนโซลภายในรถ, พื้นผิวสัมผัสบริเวณตัวถังภายนอก, เสียงลมที่เล็ดลอดเข้ามาในรถ และ การทำสีที่ยังไม่ได้คุณภาพ
ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นผลพวงมาจากการมุ่งเน้นไปที่ผลสำเร็จทางด้านปริมาณมากกว่าด้านคุณภาพ อันเป็นวิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานของ Elon Musk จนเคยเกิดการปั่นตัวเลขกำลังการผลิต Tesla Model 3 ว่าสูงถึง 6,000 คันต่อสัปดาห์อีกด้วย


Audi ประกาศเตรียมวางขาย Audi R8 RWD ลงสู่ตลาดในช่วงต้นปี 2020 เพราะได้เสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ซื้อ หลังจากเมื่อปี 2018 พวกเขาทดสอบความนิยมในตลาดด้วยการปล่อยขายในจำนวนจำกัด

Audi
Audi R8 RWD หรือโมเดลขับเคลื่อนล้อหลังเตรียมถูกโยกเข้าสู่รุ่นผลิตหลักเคียงข้าง R8 AWD (All-Wheel Drive) หลังจากปีที่ผ่านมา Audi ทดลองส่ง R8 ในโปรแกรม RWS (Rear Wheel Series) ออกสู่ตลาด และได้เสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าของแบรนด์ เพราะราคาที่ถูกลงและน้ำหนักของตัวรถที่เบาลง

Audi
Audi R8 RWD เปิดตัวมาในโมเดล 2 ประตู (Coupe) และเปิดประทุน (Spyder) แต่ยังคงงานออกแบบภายนอกจากรถโมเดลมาตรฐานไว้ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมด้านหน้า 3 ช่อง สี Gloss Black และช่องอากาศด้านหลัง รวมถึง Diffuser ก็ทำออกมาในสี Gloss Black เช่นกัน ต่างกันเพียงช่องลม Side Blade ด้านข้างที่ทำเป็นสีเดียวกับตัวรถ ต่างจากรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อที่ใช้เป็นแบบทูโทน

R8 RWD ใช้ล้อมาตรฐานขนาด 19 นิ้ว แต่เพิ่มทางเลือกด้วยชุดล้อขนาด 20 นิ้ว สำหรับหนุ่มที่อยากเพิ่มความดุดันมากขึ้น R8 RWD โมเดล Coupe มีน้ำหนักเบากว่ารุ่น AWD ประมาณ 65 กิโลกรัม และโมเดล Spyder เบารุ่น AWD ประมาณ 55 กิโลกรัม จากการเปลี่ยนระบบการขับเคลื่อน

ด้านขุมพลัง Audi R8 RWD ทั้งสองโมเดลใช้เป็นเครื่องยนต์ V10 ขนาด 5.2 ลิตร แบบวางกลาง ให้พลัง 532 แรงม้า แรงบิดที่ 398 ปอนด์-ฟุตซึ่งจะทำงานร่วมกับชุดเกียร์อัตโนมัติ 7-Speed ทำให้รถในโมเดล Coupe มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร ในเวลาเพียง 3.7 วินาที สูงสุดที่ 318 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนในโมเดล Spyder มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรในเวลา 3.8 วินาที สูงสุดที่ 317 กิโลเมตร/ชั่วโมง

Audi
Audi จะเริ่มเปิดให้จอง R8 RWD ในประอังกฤษเป็นที่แรก ช่วงต้นปี 2020 ก่อนเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา โดยคาดว่าราคา R8 RWD ในโมเดล Coupe อยู่ที่ 144,000 ปอนด์ หรือประมาณ 5,610,000 บาท ส่วนโมเดล Spyder ราคาจะอยู่ที่ 157,000 ปอนด์ หรือประมาณ 6,100,000 บาท เชื่อว่าด้วยราคาที่เบาลงมาจากเดิม จะเป็นโอกาสดีสำหรับแฟน ๆ ของค่าย 4 ห่วงที่อยากได้รถค่ายนี้มาครอบครองแน่นอน

