OMODA & JAECOO: ก้าวกระโดดสู่แบรนด์รถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ประกาศแผนลงทุนเต็มรูปแบบในไทย พร้อมขยายฐานการผลิตและยกระดับบริการสู่ปี 2568
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 11 กุมภาพันธ์ 2568 – ในวงการยานยนต์ที่
การแข่งขันรุนแรงและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว OMODA & JAECOO (โอโมด้า แอนด์ เจคู่) ภายใต้การบริหารของ Chery Automobile ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ได้ประกาศความสำเร็จอันน่าประทับใจในปีที่ผ่านมา ด้วยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแบรนด์รถยนต์ที่มีการเติบโตในระดับสากลเร็วที่สุด พร้อมเปิดเผยแผนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ สะท้อนวิสัยทัศน์อันมุ่งมั่น “One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future”
OMODA & JAECOO: แบรนด์ดาวรุ่งแห่งวงการยานยนต์โลก
ปี 2567 เป็นปีทองของ Chery Group บริษัทแม่ของ OMODA & JAECOO ด้วยยอดขายทั่วโลกที่พุ่งสูงถึง 38% หรือคิดเป็นการส่งมอบรถยนต์กว่า 2.6 ล้านคัน ส่งผลให้รายได้รวมเติบโตกว่า 50% ความสำเร็จนี้ยังต่อยอดมาจากตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศจีนมายาวนานถึง 22 ปี ขณะที่ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 2 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์การเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยการขยายตลาดไปแล้วถึง 33 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่คาซัคสถาน ชิลี เม็กซิโก ไปจนถึงสเปน เวียดนาม แอฟริกาใต้ นิวซีแลนด์ และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ OMODA & JAECOO ได้รับการยอมรับในฐานะ “แบรนด์รถยนต์ที่มีการเติบโตในระดับสากลเร็วที่สุดในโลก” (The Fastest International Growth Car Brand) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา OMODA & JAECOO มียอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 54%
นายฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “ความสำเร็จอันโดดเด่นของ OMODA & JAECOO ในปี 2567 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่มุ่งสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตที่ยั่งยืน ผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของเรา แต่ยังเป็นแรงผลักดันอันสำคัญให้เรามุ่งมั่นพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง สำหรับปีนี้ OMODA & JAECOO ได้เตรียมแผนการรุกตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง ครอบคลุมตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ การตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย การขยายเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ไปจนถึงการยกระดับบริการหลังการขายให้เหนือกว่ามาตรฐาน”
ยุทธศาสตร์ลงทุนครบวงจรในประเทศไทย: โอกาสทองสำหรับตลาดยานยนต์ไทย
การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของ OMODA & JAECOO ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดยานยนต์ไทย และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้ก้าวไปข้างหน้า
การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ พร้อมเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System)
OMODA & JAECOO เตรียมพร้อมเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยในปีนี้จะเน้นการนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile เทคโนโลยี SHS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5, ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System) และแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ระบบนี้ผสานพลังงานจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเข้ากับประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว มอบระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น พร้อมประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) ที่ยอดเยี่ยม การปล่อยคาร์บอนต่ำ และระบบแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยเป็นพิเศษ ถือเป็นโซลูชันไฮบริดที่มอบความคุ้มค่า ประหยัดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยเหนือชั้น
ในปีนี้ OMODA & JAECOO เตรียมนำเสนอยนตรกรรมพลังงานใหม่ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้ง BEV, PHEV และรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย โดยจะจัดแสดงผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show ที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ การลงทุนครั้งสำคัญคือการตั้งฐานการผลิตที่โรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
การขยายเครือข่ายโชว์รูมและยกระดับบริการหลังการขาย
OMODA & JAECOO ตั้งเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายโชว์รูมจากเดิม 23 แห่ง เป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการหลังการขายอย่างเต็มรูปแบบ ความร่วมมือกับ DHL Express ผู้นำด้านการขนส่งด่วนระดับโลก จะช่วยให้การจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศรวดเร็วขึ้นภายใน 3 วัน พร้อมกับการขยายคลังอะไหล่ในประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาการสั่งอะไหล่เร่งด่วนจากประเทศจีน จากเดิม 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน
นอกจากนี้ ยังมีแผนในการเพิ่มบริการดูแลตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้ครบทุกโชว์รูม พร้อมเปิดศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) แห่งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การบริการทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบ CRM อัจฉริยะและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ลูกค้า OMODA & JAECOO กำลังพัฒนาระบบ CRM (Customer Relationship Management) ที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบการจองบริการออนไลน์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่รวดเร็วและราบรื่น และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อาจประสบปัญหารถยนต์จอดรอซ่อมนานเกิน 3 วัน OMODA & JAECOO ได้เตรียมบริการรถยนต์ทดแทนไว้ให้แก่ลูกค้า
ยิ่งไปกว่านั้น OMODA & JAECOO ยังมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทาง ด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศไทย (โทร 02-0208888 กด 1) ฟรี 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ครอบคลุมบริการต่างๆ เช่น การจั๊มสตาร์ทแบตเตอรี่ การเปลี่ยนยางอะไหล่ การช่วยเหลือกรณีรถล็อค การบริการรถยก และคำแนะนำฉุกเฉิน
แคมเปญการตลาดที่เข้มข้นตลอดปี
ในปี 2568 OMODA & JAECOO วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างเต็มรูปแบบตลอดทั้งปี เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน ผู้บริโภคเป้าหมาย และพันธมิตรผู้จำหน่ายทั่วประเทศ กิจกรรมจะเน้นการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่น่าจดจำ การเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และการจัดโรดโชว์ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
“ในปี 2568 นี้ เรายึดมั่นในวิสัยทัศน์ ‘One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future’ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ พร้อมยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ การบริการที่ครอบคลุม การดูแลหลังการขายที่เหนือระดับ และการลงทุนในโรงงานผลิตในประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจระยะยาวของ OMODA & JAECOO ในการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” นายฉี เจี๋ย กล่าวปิดท้าย “เรามุ่งหวังที่จะเป็นมากกว่าแค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่พร้อมที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”
การเติบโตของแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำในตลาดไทย: MG, Ford Ranger และ MINI
นอกเหนือจากการประกาศแผนการลงทุนอันยิ่งใหญ่ของ OMODA & JAECOO แล้ว ตลาดรถยนต์ไทยในปี 2567-2568 ยังคงมีพลวัตที่น่าสนใจ จากผลการดำเนินงานของแบรนด์อื่นๆ ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการปรับตัวต่อทิศทางของตลาด
MG: ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้า ขยายไลน์อัพสู่สมรรถนะสูง
MG ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทย ด้วยยอดจดทะเบียนกว่า 12,700 คันในปี 2567 จาก 5 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ MG4 (4,833 คัน), MG EP (4,475 คัน), MG ZS EV (1,753 คัน), MG ES (916 คัน) และ MG Maxus 9 (787 คัน) การประสบความสำเร็จนี้มาจากความแข็งแกร่งของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้บุกเบิกตลาด EV ในไทย
สำหรับปี 2568 MG ได้เปิดตัว MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ที่เพิ่มสมรรถนะด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยยังคงพัฒนาบนแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลังสูงสุด 435 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที แบตเตอรี่ Rubik’s Cube ขนาด 64 kWh วิ่งได้สูงสุด 480 กม. (NEDC) จุดเด่นของ MG4 XPOWER คือการกระจายน้ำหนัก 50:50 จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ระบบ One Pedal ช่วยประหยัดพลังงาน ระบบความปลอดภัย 23 รายการ และการออกแบบที่โดดเด่น พร้อมสีใหม่ Wild Hunter Green และคาลิปเปอร์เบรกสีส้ม MG4 XPOWER จะประกาศราคาอย่างเป็นทางการในงานบางกอกอินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45
Ford Ranger: ความสำเร็จระดับโลก ตอกย้ำความเป็น “รถกระบะยอดเยี่ยมแห่งปี”
Ford Ranger สร้างตำนานบทใหม่ด้วยการคว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ประจำทวีปอเมริกาเหนือ” (North American Truck of the Year™) เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านสมรรถนะ นวัตกรรม และความทนทานของ Ford Ranger ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก
Ford Ranger พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘เกิดมาแกร่ง’ โดดเด่นด้วยระบบการเชื่อมต่อล้ำสมัยและสมรรถนะที่เหนือชั้น ผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นในทุกสภาพภูมิประเทศ การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 ในออสเตรเลียปี 2567 และครองตำแหน่งรถขายดีที่สุดในนิวซีแลนด์ต่อเนื่อง 10 ปี
สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในอเมริกาเหนือ มาพร้อมเครื่องยนต์ EcoBoost V6 2.7 ลิตรใหม่ ระบบกันสะเทือนที่ปรับจูนมาเพื่อการออฟโรดโดยเฉพาะ เทคโนโลยีช่วยลากจูง Pro Trailer Backup Assist บันไดข้างกระบะท้าย ระบบ Zone Lighting อัปเดตซอฟต์แวร์ไร้สาย และห้องโดยสารสุดล้ำ
Ford Ranger Raptor รุ่นปี 2024 ยกระดับไปอีกขั้นด้วยสมรรถนะออฟโรดสูงสุด เครื่องยนต์ EcoBoost V6 3.0 ลิตร 405 แรงม้า แรงบิด 583 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบกันสะเทือน FOX™ Live Valve ขนาด 2.5 นิ้ว เพื่อการขับขี่ที่ท้าทายทุกขีดจำกัด Ford Ranger ทุกรุ่นที่จำหน่ายในอเมริกาเหนือ ผลิตด้วยความภาคภูมิใจที่โรงงานมิชิแกน สหรัฐอเมริกา
MINI Thailand: เติบโตสวนกระแส ด้วยเอกลักษณ์และราคาที่เข้าถึงง่าย
MINI Thailand เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่มียอดขายเติบโตสวนทางกับตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์หรูที่หดตัวในปี 2567 โดยมีอัตราการเติบโต 10% หรือประมาณ 1,300 คันในช่วง 11 เดือนแรก ปัจจัยความสำเร็จมาจากเอกลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ และการปรับราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะ MINI Cooper SE ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท
ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทย กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจะท้าทาย แต่ MINI สามารถรักษายอดขายได้ดีในช่วงครึ่งปีแรก และได้รับการสนับสนุนจากรุ่นใหม่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง การกลับมาผลิต MINI Countryman ในประเทศไทย หลังจากยุติไป 7 ปี เป็นหมุดหมายสำคัญที่ใช้เวลาเจรจาถึง 4 ปี โรงงาน BMW Thailand ที่ระยอง มีศักยภาพการผลิตสูงสุด 30,000 คัน/ปี
MINI ไม่ได้ขายเพียงรถยนต์ แต่ขายประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ปัจจุบัน MINI มีรุ่นรถที่หลากหลาย ทั้ง MINI Cooper SE (BEV), MINI Aceman (BEV), MINI Countryman SE (นำเข้าจากเยอรมนี) และ MINI Countryman S ALL4 (ประกอบในไทย) การทำตลาดรุ่นลิมิเต็ดก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เช่น MINI Clubman Final Edition ที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว
สำหรับปี 2568 MINI Thailand ตั้งเป้าการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะขยายช่องทางการขาย สาขาใหม่ 2-3 แห่ง และเพิ่มการให้บริการออนไลน์และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อให้แบรนด์ MINI เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเป็น “Dream Car” ในใจของผู้บริโภคทุกคน
สรุป
ปี 2568 เป็นปีแห่งโอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย OMODA & JAECOO ประกาศแผนการลงทุนที่ครอบคลุม สะท้อนความมุ่งมั่นระยะยาวในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์ชั้นนำอย่าง MG, Ford Ranger และ MINI ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และอนาคตแห่งการขับเคลื่อน เชิญสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่แบรนด์ยานยนต์เหล่านี้จะนำเสนอให้คุณได้ตลอดปี
หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับยอดขายและรายละเอียดผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ