Porsche หนึ่งในแบรนด์รถยนต์ของกลุ่ม Volkswagen ตั้งเป้าจำหน่ายแต่รถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ ในปี 2030 เป็นต้นไป แต่ถึงจะกำหนดเป้าชัดเจน Porsche ได้ออกมาย้ำว่า 911 จะไม่มีรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าให้เลือกก่อนปี 2030

Porsche กับการคง 911 ให้เหมือนเดิม
Oliver Blume ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Porsche ยืนยันว่า รถยนต์รุ่น 911 ของบริษัทจะยังใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE ไปจนถึงทศวรรษหน้า เพราะต้องการคงเอกลักษณ์ในการขับขี่ไว้ให้ได้นานที่สุด ซึ่งเอกลักษณ์นั้นไม่ใช่แค่การออกแบบ แต่ยังรวมถึงสมรรถนะที่แตกต่างกับรถสปอร์ตรุ่นอื่น
“ด้วย 911 เป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูง พร้อมเครื่องยนต์วางหลัง ทำให้การกระจายน้ำหนักนั้นแตกต่างกับรถยนต์ไฟฟ้าที่วางแบตเตอรี่ไว้ด้านล่างของรถยนต์ทั้งหมด ดังนั้นการวิจัย และพัฒนา 911 แบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วนให้มีรูปแบบการขับขี่เหมือนเครื่องยนต์สันดาปภายในจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของเรา”
อย่างไรก็ตามการแจ้งในลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึง Porsche จะไม่พัฒนารุ่น 911 ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพราะมีโครงการสร้างระบบ Hybrid ที่มากกว่าแค่นำมอเตอร์ไฟฟ้าไปเพิ่มแรงให้รถยนต์ หรือ Mild-Hybrid เพื่อนำไปใช้จริงกับรุ่น 911 ในอนาคต ส่วนรุ่นอื่นๆ ของ Porsche มีทั้ง Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนให้เลือกแล้ว
ทั้งนี้ Porsche มีแผนจำหน่ายแต่รถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ เช่น Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ซึ่งแผนดังกล่าวนั้นล้อไปกับนโยบายของ Volkswagen ที่ต้องการขับเคลื่อนเรื่องนี้เต็มที่ รวมถึงค่ายผู้ผลิตรถยนต์อื่นๆ เช่น Volvo, GM และ Nissan ที่ต้องการจำหน่ายแต่รถยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน
โดยปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดตามมูลค่าตลาด 8 อันดับแรก ได้แก่ Tesla, Toyota, Volkswagen, BYD, Daimler, Rivian, GM และ Ford ตามลำดับ
กลยุทธ์ของ Rivian จะมุ่งเน้นไปที่ SUV และรถบรรทุกไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ซึ่งเดิมกำหนดราคาหุ้นไว้ที่ 78 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหุ้น ในคืนวันอังคารที่ผ่านมา แต่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนเปิดให้ซื้อขายใน NASDAQ
ความเคลื่อนไหวอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ของ Rivian ยิ่งน่าประหลาดใจเป็นพิเศษ เมื่อพิจารณาว่าบริษัทรถยนต์จำนวนมากทั่วโลกกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนชิป และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทำให้การผลิตล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม RJ Scaringe ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Rivian คาดว่ารายรับของบริษัทฯ จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ในไตรมาสที่ 3 นี้

การประเมินมูลค่าตลาดของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 นั้นพุ่งสูงขึ้น เมื่อเทียบกับอัตราต่อรองเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงแนวโน้มการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเทคโนโลยี EV ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นวิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดในการลดการปล่อยมลพิษในภาคการขนส่ง
แม้จะเป็นน้องใหม่ในวงการ EV แต่เบื้องหลังของ Rivian นั้นไม่ธรรมดา เพราะในบรรดาผู้ลงทุนรายใหญ่ของ Rivian ล้วนเป็นบริษัทที่มั่งคั่ง ผู้ลงทุนรายหลักคือ Amazon ซึ่งถือหุ้น 20% พร้อมกับสั่งซื้อรถยนต์ 100,000 คัน มาใช้งานในการขนส่งสินค้า ภายในปี 2573 และ Ford ถือหุ้น 12%
ขณะที่ Abdul Latif Jameel Company กลุ่มบริษัทชั้นนำของซาอุดิอาระเบีย นำโดยอภิมหาเศรษฐี นามว่า Mohammed Abdul Latif Jameel ซึ่งจะถือหุ้น 13% หลังจากการเสนอขาย โดยบริษัทนี้ลงทุนอย่างจริงจังในธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ผู้ลงทุนรายใหญ่อีกรายของ Rivain คือ Joby Aviation Inc. ผู้พัฒนารถแท็กซี่ไฟฟ้าทางอากาศ
ด้าน ครอบครัว Cox ซึ่งเป็นเจ้าของ Cox Automotive จะเป็นเจ้าของ Rivian ด้วยการถือหุ้น 5% ซึ่ง Sanford Schwartz ซีอีโอของ Cox Family Office เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของ Rivian ด้วย (ดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg ประเมินมูลค่าสุทธิของครอบครัวเขาไว้ที่ 38,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อต้นปีนี้)
RJ Scaringe ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Rivian สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก จาก Sloan Automotive Laboratory ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และก่อตั้ง Rivian ในปี 2552 สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่ในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และมีโรงงานประกอบรถยนต์ในเมืองนอร์มัล รัฐอิลลินอยส์ มีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คันต่อปี และบริษัทฯ มีพนักงานมากกว่า 6,000 คน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564
สำหรับ Tesla ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 มีสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ยานยนต์ที่มีมูลค่าสูงสุดทั่วโลกในปี 2564 และอยู่ในอันดับ 15 แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดจากทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก มีอัตราการเติบโตกว่า 157% ในปี 2564 ซึ่งนั่นทำให้ Tesla เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
ขณะที่หนึ่งปีก่อนหน้านี้ Tesla ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำอีกด้วย โมเดลส่วนใหญ่ของ Tesla เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถเก๋งและรถครอสโอเวอร์ แต่มีแผนจะปล่อยรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นแรกของบริษัทฯ ในปี 2565 โดยขณะนี้การส่งมอบรถยนต์ของ Tesla ทั่วโลก อยู่ที่ 627,350 คัน ใน 3 ไตรมาสแรกของ 2021 เพิ่มขึ้นกว่า 16% เมื่อเทียบกับยอดขายของทั้งปี 2563 พร้อมกันนี้โมเดลของ Tesla Model 3 ได้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า plug-in ที่ขายดีที่สุดในโลก ในเดือนมิถุนายน 2564 และกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่มียอดขายทะลุหนึ่งล้านคันทั่วโลก




