• Sample Page
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result
No Result
View All Result
filmth.moicaucachep.com
No Result
View All Result

N0702007 เด กสองคน สองชะตา บเหต การณ เปล ยนท กอย าง (3) part2

admin79 by admin79
February 3, 2026
in Uncategorized
0
N0702007 เด กสองคน สองชะตา บเหต การณ เปล ยนท กอย าง (3) part2
ส่องตลาดอสังหาฯ ปี 2567: เมื่อยอดขายชะลอตัว แต่ผลกำไรยังคงเป็น “แต้มต่อ” ปี 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบที่ท้าทายสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างแท้จริง จากที่เคยคาดหวังการฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดหลังผ่านพ้นยุคโควิด-19 และต่อยอดโมเมนตัมจากปี 2565 กลับต้องเผชิญกับสภาวะตลาดที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ และแนวโน้มการชะลอตัวที่ยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายปี แม้แต่ช่วงเวลาแห่งการจับจ่ายใช้สอย หรือ “ไฮซีซั่น” ในไตรมาส 4 ก็ยังไม่สามารถจุดประกายให้ตลาดกลับมาคึกคักได้อย่างที่คาดหวัง ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2567 ที่ภาพรวมตลาดก็ยังคงอยู่ในสภาวะที่ต้องลุ้นระทึก ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 10 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดมาหลายยุคหลายสมัย และปี 2566 เป็นอีกหนึ่งปีที่แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและพลวัตที่ซับซ้อนของตลาด การวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจว่า ใครคือผู้ที่สามารถปรับตัวและเอาตัวรอดในสภาวะเช่นนี้ได้ และใครคือ “ตัวจริง” ที่ยังคงยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ภาพรวมรายได้รวม 41 บริษัทอสังหาฯ: ตัวเลขที่ลดลงเล็กน้อย แต่เบื้องหลังคือความท้าทายที่แตกต่าง
จากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งสิ้น 41 แห่ง พบว่าในปี 2566 บริษัทเหล่านี้สามารถสร้างรายได้รวมกันได้ถึง 371,560 ล้านบาท ซึ่งลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ทำรายได้รวมไป 376,141 ล้านบาท แม้ตัวเลขโดยรวมจะดูไม่น่ากังวลมากนัก แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่ามีถึง 25 จาก 41 บริษัท หรือคิดเป็นกว่า 60% ที่มีรายได้รวมลดลง ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันที่หลากหลายและเข้มข้นในแต่ละองค์กร หลายบริษัทเผชิญกับรายได้ที่ติดลบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN), อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR) และ คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) ที่มีรายได้รวมลดลงในระดับที่น่าตกใจถึงราว 28% นอกจากนี้ยังมี ไรมอน แลนด์ (RML) ที่มีรายได้ลดลง 26%, ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LL) ที่ลดลง 23%, เมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ (MJD) ที่ลดลง 22% และ ไซมิส แอสเสท (SAAM) ที่ลดลง 21% แม้แต่ยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ก็ยังไม่สามารถหลีกพ้นสภาวะตลาดที่ชะลอตัว โดยมีรายได้รวมติดลบถึง 18% สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่ม 10 บริษัทที่ทำรายได้รวมสูงสุดในปี 2566 มีถึง 5 บริษัทที่รายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า นอกจากแลนด์แอนด์เฮ้าส์แล้ว ยังมี เอพี (ไทยแลนด์) (AP) ที่มีรายได้ลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1% ตามมาด้วย ศุภาลัย (SPALI) ที่ลดลง 10%, พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) ที่ลดลง 9% และ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ที่มีรายได้รวมลดลงประมาณ 4% การวัดผลที่แท้จริง: “รายได้จากการขาย” กับบทพิสูจน์ของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่าการวัดผลประกอบการที่สะท้อน “แก่นแท้” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง ควรพิจารณาจาก “รายได้จากการขาย” เป็นหลัก เนื่องจากรายได้รวมของบางบริษัทอาจมีการผสมผสานรายได้จากแหล่งอื่น ๆ ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจหลักอย่างการพัฒนาและขายอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้จากการขาย พบว่าภาพรวมของทั้ง 41 บริษัท มีรายได้จากการขายรวมกันประมาณ 268,460 ล้านบาท ลดลงประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวม 299,979 ล้านบาท และที่น่ากังวลคือ มีมากถึง 30 จาก 41 บริษัท หรือกว่า 73% ที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนหน้า บริษัทที่เผชิญกับรายได้จากการขายที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ ไรมอน แลนด์ (RML) ที่รายได้จากการขายตกลงถึง 78%, แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ที่รายได้ขายลดลงเกือบ 40% และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ที่มีรายได้จากการขายลดลงถึง 38% แม้แต่ เอพี (ไทยแลนด์) (AP) ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ในด้านรายได้จากการขาย ก็ยังคงมีรายได้จากการขายลดลงเล็กน้อยที่ 2% สิ่งที่น่าสนใจคือ ในกลุ่ม 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด กลับมีถึง 8 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลงจากปี 2565 สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่กระจายตัวไปทั่วทั้งตลาด ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้เล่นรายเล็กเท่านั้น แชมป์รายได้จากการขายปี 2566: เอพี (ไทยแลนด์) กลับคืนบัลลังก์ ในปี 2566 เอพี (ไทยแลนด์) (AP) กลับมาทวงบัลลังก์แชมป์รายได้จากการขายได้อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยตัวเลข 36,927 ล้านบาท สามารถเบียด แสนสิริ (SIRI) ซึ่งทำรายได้จากการขายไป 32,829 ล้านบาท ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ได้อย่างหวุดหวิด โดยแสนสิริเป็นหนึ่งในสองบริษัทที่มีรายได้จากการขายเติบโตขึ้นถึง 7% อันดับ 3 ยังคงเป็นของ ศุภาลัย (SPALI) ที่รักษามาตรฐานได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยรายได้จากการขาย 30,836 ล้านบาท ตามมาด้วย เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ที่สามารถก้าวเข้ามาติด 5 อันดับแรกได้สำเร็จ ด้วยรายได้จากการขาย 23,370 ล้านบาท และเป็นอีกบริษัทที่มีรายได้เติบโตในแดนบวกถึง 13% อันดับ 5 ตกเป็นของ พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) ด้วยรายได้จากการขายรวม 22,357 ล้านบาท ส่วนอันดับ 6 แม้รายได้จากการขายจะลดลง แต่ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ก็ยังคงประคองตัวเองอยู่ใน Top 10 ได้ ด้วยรายได้จากการขายรวม 18,966 ล้านบาท อันดับ 7 เป็นของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) ด้วยรายได้ขายรวม 10,019 ล้านบาท อันดับ 8 ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) แม้จะมีรายได้ลดลงถึง 24% แต่ก็ยังสามารถเกาะกลุ่มอยู่ใน Top 10 ได้ ด้วยรายได้จากการขายรวม 8,840 ล้านบาท อันดับ 9 เป็นของ ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) ด้วยรายได้จากการขายรวม 7,619 ล้านบาท และอันดับ 10 คือ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ด้วยรายได้จากการขายรวม 7,171 ล้านบาท
อีกหนึ่งบริษัทที่ต้องกล่าวถึงผลงานอันโดดเด่นคือ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ซึ่งเริ่มเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง ในปี 2566 เซ็นทรัลพัฒนา ทำรายได้จากการขายได้ถึง 5,835 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 103% จากปี 2565 ที่มีรายได้จากการขาย 2,870 ล้านบาท กำไรสุทธิ: ดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งที่แท้จริง แม้ว่ายอดขายจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ แต่ปัจจัยสุดท้ายที่บ่งบอกถึงความสำเร็จอย่างแท้จริงในธุรกิจ คือ “กำไรสุทธิ” เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรจะสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว ย่อมต้องอาศัยการบริหารจัดการต้นทุนและสร้างผลกำไรที่มีประสิทธิภาพ ในปี 2566 ทั้ง 41 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมกัน 44,165 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวม 49,602 ล้านบาท ที่น่ากังวลคือ มีถึง 12 บริษัทที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ซึ่งบางบริษัทขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปีตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ นอกจากนี้ ยังมีกว่า 20 บริษัทที่กำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนหน้า แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ผงาดผู้นำกำไรสุทธิ ด้วยการบริหารจัดการที่เหนือชั้น สำหรับ 10 บริษัทที่ทำกำไรสุทธิได้สูงสุดในปี 2566 แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ยังคงครองตำแหน่งผู้นำได้อย่างสง่างาม ด้วยกำไรสุทธิถึง 7,495 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลง แต่ปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ LH มีกำไรสุทธิสูง คือ การรับรู้กำไรจากการขายโรงแรม 2 แห่งเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นมูลค่าถึง 2,500 ล้านบาท หากไม่นับปัจจัยพิเศษนี้ อันดับ 2 อย่าง ศุภาลัย (SPALI) ที่ทำกำไรได้ 6,083 ล้านบาท ก็มีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำได้ อันดับ 3 คือ เอพี (ไทยแลนด์) (AP) ที่ทำกำไรสุทธิไป 6,054 ล้านบาท เฉือน แสนสิริ (SIRI) อันดับ 4 ที่ทำกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% อันดับ 5 เป็นของ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ที่ทำกำไรสุทธิ 3,160 ล้านบาท แม้จะลดลงจากปีก่อน 25% ก็ตาม อันดับ 6 คือ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ด้วยกำไรสุทธิ 2,525 ล้านบาท เฉือน ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) อันดับ 7 ไปอย่างหวุดหวิดที่ 2,503 ล้านบาท อันดับ 8 คือ พฤกษา โฮลดิ้ง (PSH) ที่ทำกำไรได้ 2,339 ล้านบาท อันดับ 9 เป็นของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) ด้วยกำไร 1,865 ล้านบาท และอันดับ 10 คือ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ที่ทำกำไรสุทธิ 1,610 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณการจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท) มองไปข้างหน้า: ปี 2567 ความท้าทายที่ต้องเตรียมพร้อม สรุปแล้ว ผลประกอบการของ 41 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในปี 2566 แสดงให้เห็นถึงภาพรวมที่ท้าทาย แต่ก็มีผู้ที่สามารถปรับตัวและสร้างผลกำไรได้อย่างน่าประทับใจ การบริหารจัดการต้นทุน การมองหาโอกาสใหม่ๆ และการสร้างจุดแข็งที่แตกต่าง คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจให้ผ่านพ้นสภาวะตลาดที่ผันผวนไปได้ สำหรับปี 2567 คาดการณ์ว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากลำบากสำหรับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวสูง สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ผู้ประกอบการที่สามารถมองเห็นเทรนด์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความต้องการที่อยู่อาศัยที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ หรือการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property) หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุ (Senior Living) จะสามารถสร้างความได้เปรียบได้อย่างแน่นอน
หากคุณเป็นนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแนวทางในการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทายในปี 2567 การทำความเข้าใจในข้อมูลเชิงลึกเช่นนี้ คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ หากคุณต้องการคำปรึกษาหรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2567 เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
Previous Post

N0702004 การกต ญญ ณธรรมอ นด บแรก part2

Next Post

N0702002 กาลเวลาพ จน ใจคนไม ได หรอก เง นทองต างหาก เป นต วพ จน ใจคน (1) part2

Next Post

N0702002 กาลเวลาพ จน ใจคนไม ได หรอก เง นทองต างหาก เป นต วพ จน ใจคน (1) part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • D1304107_นทาแต เร องชาวบ าน จนล มด กต วเอง_part2
  • D1304108_างเด กจรจ ดเป นล กสาว เพ อไปรวมญาต_part2
  • D1304110_วไม เอาไหน ไม วยอะไรไม พอ นๆโทษแต คนอ_part2
  • D1304106_แม หม ายล กต มาน ดบอดก บไฮโซ แต นได ชายคนอ_part2
  • D1304109_นจะม เพ อนอย ประเภทน เวลาไปก นข าว ชอบต เน_part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.