แน่นอนครับ นี่คือบทความที่เขียนใหม่ตามความต้องการของคุณ โดยเน้นภาษาไทยสำหรับประเทศไทย, มีความยาวประมาณ 2000 คำ, สะท้อนสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดในปี 2567-2568, และเพิ่มคีย์เวิร์ดที่มี CPC สูงอย่างเป็นธรรมชาติ
เจาะลึกผลประกอบการอสังหาฯ ไทย ปี 2567-2568: ใครยืนหยัด ใครร่วง ใครคือดาวเด่นแห่งวงการ
ในยุคที่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวสูง ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ปี 2567 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ผู้เล่นในวงการอสังหาฯ ต้องงัดกลยุทธ์ทุกรูปแบบมาประคับประคองธุรกิจ จากที่เคยคาดหวังแรงส่งอันดีจากปี 2565 ที่ตลาดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว กลับกลายเป็นว่าภาพรวมยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวจนถึงชะลอตัวต่อเนื่อง จนล่วงเข้าสู่ปี 2568 สถานการณ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะพลิกผันอย่างมีนัยสำคัญ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ อสังหาริมทรัพย์ มากว่า 10 ปี ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายบนตลาดหลักทรัพย์ไทย สามารถปรับตัวและรับมือกับความผันผวนของตลาดนี้ได้อย่างไร ใครคือผู้ที่สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างยั่งยืน และใครที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก
ภาพรวมรายได้รวม: ชะลอตัวแต่ยังมีการแข่งขันสูง
จากการรวบรวมข้อมูลของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 41 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พบว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา รายได้รวมของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ อยู่ที่ประมาณ 371,560 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งมีรายได้รวม 376,141 ล้านบาท ตัวเลขนี้อาจดูไม่มากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สัดส่วนของบริษัทที่มีรายได้รวมลดลงนั้นสูงถึง 25 จาก 41 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่กระจายตัวไปในวงกว้าง
บริษัทหลายแห่งประสบปัญหา รายได้ติดลบอย่างมีนัยสำคัญ บางแห่งติดลบเกิน 20% เช่น L.P.N. Development (LPN) ที่รายได้ลดลงราว 28%, Eastern Star Real Estate (ESTAR) และ Country Group Development (CGD) ที่มีรายได้ลดลงในระดับใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ Raimon Land (RML) ก็เผชิญกับรายได้ที่ลดลงถึง 26%, Lalin Property (LPH) -23%, Major Development (MD) -22%, และ Siamese Asset (SA) -21%
แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยแข็งแกร่งอย่าง Land and Houses (LH) ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากสภาวะนี้ โดยมีรายได้รวมลดลงถึง 18% และที่น่าสังเกตคือ ในกลุ่ม Top 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2567 มีถึง 5 บริษัทที่มีรายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า นอกเหนือจาก LH แล้ว ยังมี AP (Thailand) (AP) ที่รายได้ลดลงเล็กน้อยไม่ถึง 1%, Supalai (SPALI) -10%, Pruksa Holding (PPH) -9%, และ Origin Property (ORI) ที่มีรายได้รวมลดลงประมาณ 4%
อย่างไรก็ตาม แสนสิริ (SIRI) ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในแง่ของรายได้รวม โดยทำรายได้ไปถึง 39,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% แซงหน้า AP (Thailand) ที่มีรายได้รวม 38,399 ล้านบาท ไปเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ Supalai ตามมาในอันดับ 3 ด้วยรายได้รวม 31,818 ล้านบาท Land and Houses ยังคงอยู่ในอันดับ 4 ด้วยรายได้ 30,170 ล้านบาท และ Pruksa Holding อยู่ในอันดับ 5 ด้วยรายได้ 26,132 ล้านบาท
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้รวมสูงสุดในปี 2567:
แสนสิริ (SIRI): 39,082 ล้านบาท (+12%)
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 38,399 ล้านบาท (-1%)
ศุภาลัย (SPALI): 31,818 ล้านบาท (-10%)
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 30,170 ล้านบาท (-18%)
พฤกษา โฮลดิ้ง (PPH): 26,132 ล้านบาท (-9%)
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 24,487 ล้านบาท
ยูนิเวนเจอร์ (UV): 17,672 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 16,169 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 15,157 ล้านบาท (-4%)
สิงห์ เอสเตท (S): 15,066 ล้านบาท
รายได้จากการขาย: ตัวชี้วัดที่แท้จริงของการดำเนินงานหลัก
แต่หากจะมองหา ผู้ชนะตัวจริง ในวงการอสังหาริมทรัพย์ การพิจารณาเพียงรายได้รวมอาจไม่เพียงพอ เพราะรายได้รวมอาจรวมถึงรายได้จากธุรกิจอื่น หรือการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ดังนั้น รายได้จากการขาย (Sales Revenue) จึงเป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของการพัฒนาและขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้ดีที่สุด
ในปี 2567 รายได้จากการขายรวม ของทั้ง 41 บริษัท อยู่ที่ประมาณ 268,460 ล้านบาท ลดลงถึง 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 299,979 ล้านบาท และที่น่าตกใจคือ มีถึง 30 จาก 41 บริษัทที่มีรายได้จากการขายลดลงจากปีก่อนหน้า
บริษัทอย่าง Raimon Land (RML) ประสบปัญหา รายได้จากการขายตกอย่างหนัก ถึง 78%, L.P.N. Development (LPN) ลดลงเกือบ 40%, และ Land and Houses (LH) ซึ่งเป็นเบอร์ใหญ่ก็มีรายได้จากการขายลดลงถึง 38% แม้แต่ AP (Thailand) (AP) ที่เป็นผู้นำในหมวดนี้ ก็ยังมียอดขายลดลงเล็กน้อยที่ 2% และที่น่าสนใจคือ ในกลุ่ม Top 10 บริษัทที่มีรายได้จากการขายสูงสุด มีถึง 8 บริษัทที่รายได้จากการขายลดลง
AP (Thailand) (AP) กลายเป็นผู้นำในด้านรายได้จากการขาย โดยทำยอดขายได้ถึง 36,927 ล้านบาท แซงหน้า Sansiri (SIRI) ที่อยู่ในอันดับ 2 ด้วยยอดขาย 32,829 ล้านบาท ซึ่ง Sansiri เป็น 1 ใน 2 บริษัทที่สามารถ เพิ่มรายได้จากการขาย ได้ถึง 7% Supalai (SPALI) ยังคงรักษาตำแหน่งได้อย่างเหนียวแน่นในอันดับ 3 ด้วยยอดขาย 30,836 ล้านบาท SC Asset (SC) เลื่อนขึ้นมาติด Top 5 ได้สำเร็จในอันดับ 4 ด้วยยอดขาย 23,370 ล้านบาท และเป็นอีกบริษัทที่ เติบโตในแดนบวก ที่ 13% Pruksa Holding (PPH) อยู่ในอันดับ 5 ด้วยยอดขาย 22,357 ล้านบาท
แม้จะมียอดขายลดลง แต่ Land and Houses (LH) ก็ยังคงประคองตัวเองอยู่ใน Top 10 ได้ในอันดับ 6 ด้วยยอดขาย 18,966 ล้านบาท Fraser’s Property (Thailand) (FPT) ตามมาในอันดับ 7 ด้วยยอดขาย 10,019 ล้านบาท Origin Property (ORI) แม้รายได้จะลดลง 24% ก็ยังคงอยู่ใน Top 10 ด้วยยอดขาย 8,840 ล้านบาท Quality Houses (QH) ในอันดับ 9 ด้วยยอดขาย 7,619 ล้านบาท และ Property Perfect (PF) ในอันดับ 10 ด้วยยอดขาย 7,171 ล้านบาท
อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองคือ Central Pattana (CPN) ที่เริ่มเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายอย่างจริงจัง ในปี 2567 CPN ทำรายได้จากการขายได้ 5,835 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 103% จากปี 2565 ที่มียอดขาย 2,870 ล้านบาท
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากการขายสูงสุดในปี 2567:
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 36,927 ล้านบาท
แสนสิริ (SIRI): 32,829 ล้านบาท (+7%)
ศุภาลัย (SPALI): 30,836 ล้านบาท
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 23,370 ล้านบาท (+13%)
พฤกษา โฮลดิ้ง (PPH): 22,357 ล้านบาท
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 18,966 ล้านบาท (-38%)
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 10,019 ล้านบาท
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 8,840 ล้านบาท (-24%)
ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH): 7,619 ล้านบาท
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF): 7,171 ล้านบาท
กำไรสุทธิ: มาตรวัดสุดท้ายของความสำเร็จในสภาวะตลาดผันผวน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะมียอดขายมากเพียงใด หากไม่สามารถสร้าง กำไรสุทธิ ที่ดีได้ ก็ย่อมไม่ถือเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ในปี 2567 กำไรสุทธิรวม ของทั้ง 41 บริษัท อยู่ที่ประมาณ 44,165 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิรวมประมาณ 49,602 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกว่า 12 บริษัทที่ ประสบภาวะขาดทุน บางแห่งขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปีตั้งแต่ช่วงโควิดและยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ และกว่า 20 บริษัทจาก 41 แห่ง มีกำไรลดลงจากปีก่อนหน้า
Land and Houses (LH) ยังคงเป็นผู้นำในด้านกำไรสุทธิ โดยทำกำไรได้สูงถึง 7,495 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลง เหตุผลหลักมาจาก กำไรพิเศษจากการขายโรงแรม 2 แห่ง ให้กับกองทุน ซึ่งมีมูลค่าถึง 2,500 ล้านบาท หากไม่นับรวมรายการพิเศษนี้ Supalai (SPALI) ซึ่งมีกำไร 6,083 ล้านบาท จะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 โดยเฉือน AP (Thailand) (AP) ที่มีกำไร 6,054 ล้านบาท ไปอย่างหวุดหวิด Sansiri (SIRI) ยังคงทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 5,846 ล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 42% Origin Property (ORI) อยู่ในอันดับ 5 ด้วยกำไรสุทธิ 3,160 ล้านบาท แม้จะลดลง 25% จากปีก่อนหน้า
SC Asset (SC) อยู่ในอันดับ 6 ด้วยกำไรสุทธิ 2,525 ล้านบาท ตามมาด้วย Quality Houses (QH) ในอันดับ 7 ด้วยกำไร 2,503 ล้านบาท Pruksa Holding (PPH) อยู่ในอันดับ 8 ด้วยกำไร 2,339 ล้านบาท Fraser’s Property (Thailand) (FPT) ในอันดับ 9 ด้วยกำไร 1,865 ล้านบาท และ Central Pattana (CPN) ปิดท้ายใน Top 10 ด้วยกำไรสุทธิประมาณ 1,610 ล้านบาท (คำนวณจากกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 1,975 ล้านบาท)
10 อันดับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในปี 2567:
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH): 7,495 ล้านบาท (รวมกำไรพิเศษ)
ศุภาลัย (SPALI): 6,083 ล้านบาท
เอพี (ไทยแลนด์) (AP): 6,054 ล้านบาท
แสนสิริ (SIRI): 5,846 ล้านบาท (+42%)
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI): 3,160 ล้านบาท (-25%)
เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC): 2,525 ล้านบาท
ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH): 2,503 ล้านบาท
พฤกษา โฮลดิ้ง (PPH): 2,339 ล้านบาท
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT): 1,865 ล้านบาท
เซ็นทรัลพัฒนา (CPN): 1,610 ล้านบาท (ประมาณการ)
แนวโน้มปี 2568: ความท้าทายยังคงอยู่ กลยุทธ์คือทางออก
จากข้อมูลผลประกอบการในปี 2567 ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ในปี 2568 ยังคงเป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนการเงินที่ยังสูง, กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรง, และ การแข่งขันที่รุนแรง จะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ยังมีบริษัทที่สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์, ประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน, การเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง, และความสามารถในการนำเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
สำหรับผู้ประกอบการในวงการ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การมองหา โอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และการปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การให้ความสำคัญกับ การบริหารการเงินในอสังหาริมทรัพย์, การสร้าง นวัตกรรมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, และการทำความเข้าใจ แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2025 จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน
คุณเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้ได้ หากคุณกำลังมองหาโอกาส หรือต้องการที่ปรึกษาในการวางแผนกลยุทธ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เพื่อร่วมกันก้าวข้ามความท้าทาย และคว้าโอกาสในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะมาถึง!