
เยอรมนี-เมื่อกลางเดือนมกราคมที่เพิ่งผ่านพ้นไป ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทของเมืองเบียร์เฉลิมฉลองการออกตลาดครบ 25 ปีของรถเปิดประทุน PORSCHE BOXSTER (โพร์เช บอกซ์สเตอร์) โดยการเปิดตัว และเริ่มรับการสั่งจองรถโมเดลพิเศษ ติดป้ายชื่อ PORSCHE BOXSTER 25 JAHRE (โพร์เช บอกซ์สเตอร์ 25 ยาห์เร) ในภาษาเยอรมัน หรือ PORSCHE BOXSTER 25 YEARS (โพร์เช บอกซ์สเตอร์ 25 เยียร์ส์) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเริ่มออกโชว์รูมในเมืองเบียร์ตอนปลายเดือนมีนาคม 2021 นี้
พัฒนาต่อกิ่งต่อยอดจากรถโมเดลสามัญ คือ PORSCHE 718 BOXSTER GTS 4.0 (โพร์เช 718 บอกซ์สเตอร์ จีทีเอส 4.0) ที่เริ่มจำหน่ายเมื่อเดือนมีนาคม 2020 การเปลี่ยนแปลง และตกแต่งในส่วนของตัวถังทั้งภายนอก และภายในมีอยู่มากมาย เพื่อให้มีรูปลักษณ์เหมือนรถแนวคิด PORSCHE BOXSTER CONCEPT (โพร์เช บอกซ์สเตอร์ คอนเซพท์) ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกที่งานมหกรรมยานยนต์ดีทรอยท์ เมื่อปี 1993 ตัวอย่างเช่น การเคลือบกรอบกระจกหน้าด้วยสีดำ กระทะล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว เคลือบสี TWO-TONE (ทู-โทน) ฝาปิดถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ออกแบบพิเศษ และดูคล้ายกับทำด้วยอลูมิเนียม กับป้ายชื่อ 25 JAHRE หรือ 25 YEARS ในตำแหน่งต่างๆ หลายตำแหน่ง ตัวถังมีให้เลือก 3 สี คือ สีเงิน GT SILVER METALLIC สีดำ DEEP BLACK METALLIC สีขาว CARRERA WHITE METALLIC ประทุนหลังคาซึ่งทำจากผ้าแฟบริคมีให้เลือก 2 สี คือ สีแดง กับสีดำ ภายในห้องโดยสารซึ่งบุด้วยหนังแท้ก็มี 2 สี คือ สีแดงเข้ม BORDEAUX กับสีดำ ส่วนเครื่องยนต์กลไกยกชุดจากรถซึ่งเป็นที่มา คือ เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง 6 สูบนอนยัน (BOXER) 3,995 ซีซี 294 กิโลวัตต์/400 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ PDK สามารถทำความเร็วสูงสุด 293 กม./ชม. ค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 10 ของเยอรมนี เริ่มต้นที่ 94,986 ยูโร หรือประมาณ 3.42 ล้านบาทไทย (รถอนุกรมนี้รุ่นแรกเริ่มจำหน่ายเมื่อเดือนสิงหาคม 1996 และเปลี่ยนรุ่นไปแล้ว 3 ครั้ง ในปี 2004 2012 และ 2016)
แม้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราอาจเคยได้เห็นรายงานว่าทาง Porsche ประสบปัญหาหนักด้านการทำยอดขายรถของพวกเขาในประเทศจีนช่วงปี 2024 แต่ในความเป็นจริง สำหรับประเทศอื่นๆนอกจากนั้น พวกเขากลับทำผลงานยอดขายออกมาได้ดีเลยทีเดียว

จากการเปิดเผยข้อมูลโดย Porsche เปิดเผยว่าในปี 2024 ที่ผ่านมา พวกเขาสามารถทำยอดขายรถยนต์ของตนเองในตลาดโลกไปได้ทั้งหมด 310,718 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่หดตัวจากปีก่อนเพียง 3% เท่านั้น จากที่เคยทำได้ 320,221 คัน ในปี 2023
โดยสาเหตุที่ยอดขายรถยนต์ของแบรนด์ในตลาดโลกลดลงไปเกือบหมื่นคัน หลักๆแล้วก็ต้องพุ่งเป้าไปในประเทศจีน ที่ประชาชนเริ่มหันกลับไปเลือกซื้อรถยนต์สัญชาติตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ในปี 2024 ที่ผ่านมานั้น ทางค่ายสามารถขายรถของพวกเขาในประเทศดังกล่าวไปได้เพียง 56,887 คัน โดยมันถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยกว่าปีก่อน ซึ่งเคยขายได้ 79,283 คัน อยู่ -28% หรือหายไปกว่า 22,396 คัน
แต่นอกนั้นในประเทศอื่นๆ ยอดขายรถยนต์ของแบรนด์กลับมียอดขายที่สูงขึ้น ซึ่งช่วยกู้สถานการณ์ได้ดี ทั้งในบ้านเกิดอย่างประเทศเยอรมัน ที่ส่งมอบรถไปได้ทั้งหมด 35,858 คัน ซึ่งเติบโตขึ้น 11% หรือหากมองไปที่ประเทศอื่นๆในทวีปยุโรปรวมกัน ก็จะมีรถถูกส่งมอบไปทั้งหมด 75,899 คัน ซึ่งก็นับว่าเติบโตขึ้น 8% เช่นกัน
ส่วนในตลาดใหญ่สุดอย่างทวีปอเมริกาเหนือ ก็มีการส่งมอบรถ Porsche ไปกว่า 86,541 คัน หรือเพิ่มขึ้นมา 1% และท้ายสุดสำหรับตลาดในภูมิภาคยิบย่อยอื่นๆ ทั้งตะวันออกกลาง, ทวีปแอฟริกา, หรือเอเชียอื่นๆไม่นับจีน ก็จะมีการส่งมอบรถไปทั้งหมดรวกันได้ 55,533 คัน ซึ่งถือว่าเติบโตขึ้น 6%

หากเจาะจงไปที่โมเดลรถยนต์แต่ละรุ่น เราจะพบว่าด้วยความต้องการของชาวจีนที่ลดลง ทำให้รถยนต์ที่เป็นตัวขายดีในประเทศดังกล่าวหดหายไปพอสมควรด้วย โดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Taycan ที่แม้ทางค่ายจะไม่ได้เปิดเผยยอดขายในประเทศจีนออกมา แต่คาดว่าแค่เฉพาะในประเทศจีน ก็หายไปหลักหมื่นกว่าคันแล้ว จนทำให้ในตลาดโลกปีที่ผ่านมา ตัวรถรุ่นนี้มียอดขายหดตัวลงถึง 49% เหลือเพียง 20,836 คัน เท่านั้น
เช่นเดียวกับ Panamera ที่มีตลาดหลักในประเทศจีนเช่นกัน และทำให้มันมียอดขายทั่วโลกลดลงเหลือ 29,587 คัน ซึึ่งเท่ากับว่าหดหายไปราวๆ 13% ซึ่งจำนวนที่หายไปก็คาดว่าจะเกิดขึ้นจากความต้องการของลูกค้าในประเทศจีนที่ลดลงเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง

ส่วนตัวรถที่มียอดขายหดลงในตลาดโลกอีกหนึ่งรุ่น ก็คือ Porsche Macan ที่มียอดขายรวมทั่วโลก 82,795 คัน โดยแบ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน 64,517 คัน และรุ่นใหม่ที่มีแต่รุ่นขุมกำลังพลังงานไฟฟ้า 100% เท่านั้น และพึ่งเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วโลกในเดือนกันยายนเป็นต้นมาจนถึงสิ้นปี ทั้งหมด 18,278 คัน
ซึ่งจากตัวเลขข้างต้น อาจจะดูเหมือนเยอะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยอดรวมของมันกลับหดตัวลงจากปีก่อนอยู่ 5% โดยทาง Porsche ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะการโดนสั่งห้ามขายตัวรถรุ่นสันดาปภายใน ในทวีปยุโรป และการทำตลาดตัวรถรุ่นขุมกำลังไฟฟ้าที่กระแสตอบรับไม่ได้เปรี้ยงปร้างดังที่คาดหวังไว้ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มแผ่วความร้อนแรงลงไม่เหมือนปีก่อนๆ

ทั้งนี้ เมื่อข้ามฝั่งมายังกลุ่มรถยนต์ที่ขายดีกว่าเดิม ก็คงต้องเริ่มกันด้วย Porsche 911 ที่มีการส่งมอบทั้งหมด 50,941 คัน ในปี 2024 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปี 2023
ตามด้วย 718 Boxster และ 718 Cayman ที่มีการส่งมอบ 23,670 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าอาจเป็นเพราะตัวรถคู่หลังอยู่ในวาระใกล้ปรับโฉมใหญ่แล้ว แถมยังเป็นโฉมสุดท้ายที่จะมาพร้อมขุมกำลังสันดาปภายในด้วย จึงทำให้ขาซิ่งต้องรีบซื้อเก็บกัน
และท้ายสุดคือตัวรถรุ่น Cayenne ที่พึ่งมีการปรับโฉมใหญ่ไปในปี 2023 ก็กลายเป็นรถที่มียอดจำหน่ายดีที่สุดในบรรดารุ่นทั้ง 6 ของแบรนด์ในปี 2024 โดยมีการส่งมอบ 102,889 คัน เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
| การส่งมอบ | มกราคม – ธันวาคม | ||
| 2023 | 2024 | ความต่าง | |
| ทั่วโลก | 320,221 | 310,718 | -3% |
| ประเทศเยอรมนี | 32,430 | 35,858 | +11% |
| อเมริกาเหนือ | 86,059 | 86,541 | +1% |
| ประเทศจีน | 79,283 | 56,887 | -28% |
| ทวีปยุโรป (ยกเว้น เยอรมนี) | 70,229 | 75,899 | +8% |
| กลุ่มประเทศและตลาดเกิดใหม่ | 52,220 | 55,533 | +6% |

