กลับมาอีกครั้งกับมหกรรมงานจัดแสดงยานยนต์ซึ่งจัดโดยบริษัทสื่อสากล ซึ่งในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2019 ท่านที่สนใจมาร่วมชมงานในวันธรรมดา ท่านสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ จะเปิดเร็วขึ้นเป็น 11.00 น. และเลิกงาน ในเวลา 22.00 น. ของทุกวัน
สำหรับงาน Motor Expo ในปี 2019 นี้ ใช้ธีมประจำงานว่า Ride and Drive Together Now หรือ โลดแล่นทันใด ทะยานไปด้วยกัน ซึ่งในการนี้ ผู้จัดงานหมายถึง ความหลากหลายของยานยนต์ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นรถทั่วไป รถอเนกประสงค์ รถสปอร์ต รถเพื่อการพาณิชย์ต่างๆ รวมถึงพลังงานสำหรับการขับเคลื่อนที่มีทั้งแบบใช้เชื้อเพลิงเผาไหม้ ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรถแบบไหน ขับเคลื่อนด้วยพลังใด ก็สามารถทะยานไปด้วยกัน ขับเคลื่อนชีวิตของมวลชนไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
ในปีนี้ พบว่ารถต้นแบบสำหรับโชว์แนวคิด ที่เป็นงานรังสรรค์จากเมืองนอกนั้นไม่มีมาให้เห็นเลย รถทั้งหมดเป็นเวอร์ชั่นที่มีอยู่ในเมืองนอกจำหน่ายให้ลูกค้าทั่วไป หรือไม่ก็เป็นรถที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป อย่างไรก็ตาม รถที่เปิดตัวใหม่เมื่อเร็วๆนี้และเปิดตัวในงาน ล้วนครอบคลุมความต้องการของคนหลายฐานะ หลากรูปแบบการใช้ชีวิต ไม่ได้มีแต่ของเล่นคนรวยเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดอีโคคาร์ที่มีทั้งรถใหม่สด และรถรุ่นเดิมอัปเดต รถปิคอัพที่มี D-Max เป็นโมเดลเชนจ์ รวมถึงรถยนต์สำหรับครอบครัวหลายที่นั่งอย่าง Mazda CX-8 และล่าสุดกับ Kia Grand Carnival รุ่นย่อย LX ที่ราคาแค่ 1.397 ล้านบาท
นับว่าเป็นงานโชว์ที่ผู้คนทุกระดับ ทุกฐานะจะสามารถค้นหารถในฝันของตัวเองได้ไม่ยาก
อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากทางเพจ Headlightmag ใน Facebook เพราะนอกจากจะมีบทความนี้แล้ว ทางคุณหมู ธีรพัฒน์ ยังได้ทำกระทู้เจาะลึกสำหรับรถรุ่นต่างๆ และมีรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับรถบางรุ่นที่คุณอาจสนใจเป็นพิเศษ ผมได้ใส่ลิงค์เอาไว้ให้แล้วในหลายคัน
หมายเหตุ – โปรดอย่ายึดติดกับรูปแบบของบูธ เพราะส่วนมาก รอบประชาชนกับรอบสื่อมวลชนจะมีการสลับตำแหน่งรถกัน
AUDI






ไม่มีการเปิดตัวรถใหม่ภายในงาน เพราะชิงออกหมัดเด็ดไปก่อนหลายรุ่นแล้วก่อนหน้านี้ รถรุ่นใหม่ที่สุดของทางค่าย ได้แก่ Audi Q3 และ Q3 Sportback ครอสโอเวอร์ขนาดกระทัดรัด พิกัดเดียวกับ BMW X1 และ Volvo XC40 ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวลงขายที่ยุโรปไปเมื่อช่วงต้นปีนี้ ตลาดครอสโอเวอร์ในไทยนั้นเติบโตเร็วเช่นเดียวกับเมืองนอก Audi ประเทศไทยโดยผู้แทนจำหน่าย Meister Technik จึงเห็นโอกาสในการจับตลาดวัยรุ่นที่อยากเปลี่ยนจากแบรนด์หรูกระแสหลักมาลองของดีจากเมือง Ingolstadt กันบ้าง
Q3 เป็นรถที่ออกแบบกระเดียดไปทาง SUV มีขนาดโตขึ้นกว่ารถรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มความอเนกประสงค์ ในขณะที่ Q3 Sportback นั้นสร้างบนพื้นฐานเดียวกัน แต่ลดความสูงของหลังคา เนื้อที่เหนือศีรษะโดยเฉพาะด้านหลังนั้นแคบลงมาก แต่แลกกับเส้นแนวหลังคาที่ทำให้รถดูแปลกใหม่ปราดเปรียวสไตล์ SUV-Coupe รถที่นำมาโชว์ทั้งสองคัน ยังเป็นเวอร์ชั่นพวงมาลัยซ้าย ดังนั้นอุปกรณ์อาจจะยังไม่เหมือนคันจำหน่ายจริง รถที่ Meister Technik นำมาขาย จะใช้ขุมพลัง 1.4 ลิตรเบนซิน เทอร์โบ 150 แรงม้าทั้งหมด แต่มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Q3 35 TFSI ราคา 2,299,000 บาท ตามด้วย Q3 TFSI S line 2,499,000 บาท และ Q3 Sportback 35 TFSI S line 2,649,000 บาท



สำหรับคนที่ชอบรถเล็ก งานนี้มีแคมเปญพิเศษสำหรับ Audi A1 Sportback 35 TFSI จากราคาปกติ 2,149,000 บาท คราวนี้เปิดราคาพิเศษให้ 1,999,000 บาท เท่ากับราคาพิเศษของรุ่น Q2 นับเป็นประตูสู่รถค่ายสี่ห่วงป้ายแดงที่ทำราคาได้น่าสนใจ แลกกับรถนำเข้าทั้งคัน ขนาดตัวแม้จะเล็กแต่มีเอกลักษณ์การออกแบบของ Audi อยู่เต็มขั้น ใช้เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เทอร์โบ 150 แรงม้าเช่นเดียวกันกับ Q3 แต่ด้วยน้ำหนักที่เบากว่า A1 น่าจะสร้างความจี๊ดยามเร่งได้พอสมควร



A6 Avant เปิดตัวในไทยไปตั้งแต่งาน Motor Expo ปีที่แล้ว กับรุ่น 55 TFSI เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร Mild-Hybrid 340 แรงม้า ทว่าราคา 4,999,000 บาทในขณะนั้นอาจจะเกินคว้าสำหรับใครหลายคน คราวนี้ Meister Technik ทำการบ้านมาใหม่ และส่งเวอร์ชั่น 45 TFSI ลดความโหดเครื่องยนต์ลงมาเป็น 2.0 ลิตร เทอร์โบ Mild-Hybrid 245 แรงม้า แต่มีอุปกรณ์ครบทั้งหลังคา Panoramic, ช่วงล่าง Sport-tuned, หน้าปัดแบบดิจิตอลจอใหญ่ ลดขนาดล้ออัลลอยมาเป็น 19 นิ้ว (นี่คือลดแล้ว?) ทั้งหมดนี้ มาในราคา 4,299,000 บาท
A6 Avant ทำตลาดอย่างไร้คู่แข่งเปรียบตรง เพราะทั้ง Mercedes-Benz และ BMW ต่างก็ปลดรุ่นสเตชั่นแวก้อนจากการขายไปหมดแล้ว แต่สำหรับ Audi ก็ไม่แน่ เพราะขนาด A4 รุ่นน้อง บอดี้ Avant กลับเป็นที่นิยมอย่างมาก
อ่านรีวิว Audi A6 Avant 45 TFSI quattro S line Black Edition by Pan คลิกที่นี่
BMW/MINI





เข้าบูธมาก็เจอกับแฝดคู่โหดอย่าง BMW X3 M และ X4 M รถครอบครัวสำหรับการปิคนิคที่บุรีรัมย์ เอารถจอด ขนของลง ให้แฟนตั้งเตนท์ตั้งโต๊ะ เอาลูกๆลง แล้วให้พ่อบ้านใส่หมวกกันน็อคขับมันลงสนามได้เลย ใครว่าเป็นรถอเนกประสงค์ทรงนี้แล้วไม่แรง ระวังตกยุค X3 M และ X4 M ใช้เครื่องยนต์บล็อคใหม่ล่าสุดอย่าง S58 ซึ่งเตรียมเข้าประจำการใน M3 กับ M4 ใหม่ในอนาคต ความจุ 3.0 ลิตร ให้พลัง 480 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ออกตัวกดคันเร่งมิดนับห้าวิก็เกินร้อยไปแล้ว
เรื่องอื่นนอกจากความแรงก็ใช่ว่าจะน้อย ช่วงล่างเป็นแบบปรับความหนืดอัตโนมัติตามการขับขี่ เมียนั่งก็นุ่ม ไล่เมียลง วิ่งเข้าสนามก็ปรับให้แข็งขึ้นได้ ไม่ใช่ช่วงล่างแบบตายตัวอย่างของ M2 หรือ M4 ตัวปัจจุบัน แล้วยังมีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอย่างระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนรถในจุดบอดกระจกมองข้าง ไฟหน้า Adaptive LED ปรับการส่องได้อัตโนมัติ แต่ในความครบนี้ คนจ่ายเงินก็ต้องใจถึงหน่อย X3 M ราคา 7,699,000 บาท และ X4 M ราคา 7,999,000 บาท ราคานี้รวม BSI Standard แล้ว


รถหรูอย่าง M850i Convertible ที่เพิ่งเผยโฉมไปเมื่อเดือนกันยายนก็มาโชว์ ส่วน M5 นั้น ขออภัยที่ต้องเรียนตามตรงว่าตอนแรกเดินผ่านไม่ได้สังเกตอะไร มาทราบเอาตอนหลังว่ารถคันนี้คือ “M5 Edition 35 Years” ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 35 ปีนับตั้งแต่ M5 คันแรกโฉม E28 กำเนิดขึ้นมาบนโลก ตัวรถรุ่นพิเศษนี้ ใช้พื้นฐานจาก M5 Competition ซึ่งใช้เครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตรทวินเทอร์โบ 625 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 10.8 วินาทีเท่านั้น
M5 35 Years Edition ใช้สีพิเศษ BMW Individual Frozen Dark Grey II อันเป็นสีเมทัลลิกซึ่งมีขั้นตอนการพ่นแบบพิเศษ ทำให้ผิวสีมีความเงาหรือความด้านเหมือนกับส่องผ้าไหม นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอย Y Spoke ขนาด 20 นิ้ว ทำสีพิเศษ Graphite Grey ซึ่งจะมีเพียงรุ่น 35 Years Edition เท่านั้นที่ได้ล้อสีนี้/แบบนี้ ส่วนระบบเบรก เป็นแบบ M Compound Brake System รถคันที่มาโชว์ใช้เบรกคาร์บอนเซรามิก ซึ่งมีคาลิเปอร์สีทอง ภายในมีจุดเด่นที่วัสดุตกแต่ง อะลูมิเนียมคาร์บอนสีทองอโนไดซ์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกและรุ่นแรกที่ทาง BMW Individual ทำมาให้
ราคาอยู่ที่ 13,999,000 บาท แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่มันมีจำนวนเพียง 350 คันเท่านั้นบนโลกนี้ ส่วนทางไทยไม่ทราบเหมือนกันว่าได้โควต้ามากี่คัน แต่คันที่จอดในงานน่าจะถูกจับจองไปแล้ว ณ วันที่บทความนี้ออก


อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณชอบของที่แรงพอเหมาะ แต่เน้นความสบายจากขนาดตัวที่โตกว่า BMW X5 xDrive 45e M Sport ประกอบในประเทศ ได้มาเปิดตัวแล้วในงานนี้ด้วยราคาเพียง 4,999,000 บาท ซึ่งถูกลงกว่ารุ่น xDrive30d ตัวนำเข้าถึง 700,000 บาท แต่รุ่น 45e จะใช้ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้วในขณะที่รุ่นดีเซลนำเข้าจะได้ล้อ 22 นิ้ว
ระบบขับเคลื่อนและขุมพลัง มาในแบบเต็มอิ่มชนิดที่ใครถอย X5 xDrive40e ตัวเก่าไปน่าจะมีน้ำตาตก เพราะคราวนี้ตัวเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็น 6 สูบเรียงเสียงหวานแถมยังพ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์ จนพละกำลังเครื่องยนต์อย่างเดียวก็มี 286 แรงม้า/450 นิวตันเมตรแล้ว พอพ่วงมอเตอร์เข้าไป ทำให้ได้กำลังสูงสุด 394 แรงม้า กับแรงบิด 600 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ลิเธียมไออ้อน ความจุไฟ 24 kWh ส่งผลให้วิ่งด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกล 67-87 กิโลเมตร โดยที่เรื่องความหรูและอุปกรณ์ต่างๆนั้นไม่ได้น้อยหน้ารุ่น 30d ตัวนำเข้าเลย
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
นอกจากนี้ ถ้าใครรอโอกาสอยากขับ 3 Series มานาน BMW กำลังจัดโปรโมชั่นให้ 320d Sport G20 รุ่นนำเข้า ลดลงมาจาก 2,959,000 เหลือแค่ 2,499,000 บาท แต่รีบหน่อยนะครับ เพราะหมดแล้วหมดเลย


มาทางด้านแบรนด์ MINI กันบ้าง เห็นเอาเจ้าเขียวหัวเป็ดมาจอดหน้าบูธสองคัน ก็เผลอนึกว่ารุ่นเดิม (พวก BMW/MINI นี่เขาชอบมีของดีของแรงแบบซ่อนๆ) จนกระทั่งอ่านป้าย Eco sticker แล้วเห็นเครื่องยนต์รหัส “B48A20E” เอ๊ะ..นี่มันเครื่องใหม่นี่หว่า เอ้า! ก็แน่นอนสิครับ นี่คือ MINI John Cooper Works Countryman และ John Cooper Works Clubman ที่แม้จะบอดี้เดิม แต่เพิ่มเติมคือความโหด รุ่นเดิม 231 แรงม้า/350 นิวตันเมตร เราลองขับแล้วก็บอกแรงดี แต่ยังไม่ถึงขนาดหลังติดเบาะ MINI เขาเลยเสกพลังเพิ่มให้เป็น 306 แรงม้า ส่วนแรงบิดยิ่งโหดเพราะล่อเข้าไป 450 นิวตันเมตร นี่จะไปไล่ฆ่าพวก 3.0 เทอร์โบได้แล้ว ทาง MINI เขาเคลมว่า 0-100 ทดเวลาลงไปได้ตั้ง 1.4-1.5 วินาที นี่พี่จะไปไล่ WRX กับ EVO ที่ไหนเหรอครับ?
นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบแยกจับพลังลงล้อแต่ละข้างด้วยไฟฟ้า และแน่นอน ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ALL4 จับม้าทุกเม็ดลงพื้นให้เจ้าของกระแทกคันเร่งดีดตัวออกได้อย่างสบายใจ ทั้ง JCW Countryman และ Clubman ตั้งราคาเอาไว้ 3,648,000 บาท


ถ้าหากว่า John Cooper Works มันไม่ Work กับงบของคุณ ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลาขาดจาก MINI เพราะงานนี้ก็มี Clubman รุ่นปกติที่อัปเดตใหม่ เปลี่ยนไฟท้ายธง Union Jack ทรงใหม่ล้ำสมัยขึ้น Cooper Clubman รุ่นถูกสุด สตาร์ทที่ราคา 2,430,000 บาท มาพร้อมเครื่องแรงระดับนมอุ่น 3 สูบ 1.5 ลิตร 136 แรงม้า ซึ่งถ้าคุณใจร้อน แนะนำครับว่าข้ามไปหา Cooper S Clubman เลยทันที จะได้อัพเลเวลเป็น 2.0 ลิตร 192 แรงม้า แต่ราคาก็ 3,130,000 บาท ถ้าไหวก็สู้เถอะลูก ขับมันส์กว่ากันคนละเรื่อง
นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่ตกแต่งภายนอกและภายในด้วยโทนสีพิเศษ Cooper S Clubman Yours Edition จ่ายเพิ่มสองแสนบาท แล้วจะได้ตัวถังสีดำ Enigmatic Black metallic ล้ออัลลอย ลาย British Spoke สองสี พร้อมตัวเลือกชุดแต่งอย่าง พวงมาลัย MINI Yours เบาะหนังแท้สีดำตัดเย็บพิเศษ Leather Lounge Carbon Black พร้อมเบาะรองศีรษะในลายธงยูเนียน แจ็ค และเลือกตกแต่างภายในด้วยวัสดุ Piano Black illuminated, Frozen Blue illuminated หรือ Fibre Alloy illuminated
CHEVROLET




ก่อนจะลืม ขอแจ้งให้ทราบว่า Chevrolet ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการในงานแล้ว ว่า Colorado และ Trailblazer รุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบันนั้น รองรับเชื้อเพลิงไบโอดีเซล B20 ได้เรียบร้อยแล้ว
ภายในบูธของ Chevrolet ปีนี้ รถใหม่ที่สุดที่นำมาโชว์ตั้งแต่งานต้นปี และขายจริงมาได้สักพักแล้วก็คือ Captiva รถอเนกประสงค์ 5-7 ที่นั่ง ขนาดตัวไม่เล็ก โดยเฉพาะที่นั่งแถวสามนั้น มีพื้นที่ไม่แพ้พวก SUV พื้นฐานกระบะคันใหญ่ๆ ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ 143 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 999,000 บาท ซึ่งเมื่อตอนเปิดตัวจะมีส่วนลดพิเศษ 40,000 บาทให้กับลูกค้า 300 ท่านแรกที่จองรุ่น 1.5 LS นี้ ไม่แน่ใจว่าหมดโควต้าหรือยังเพราะตัวเลขยอดขายเดือนตุลาคมออกมา ฟันยอดได้เกิน 400 คัน ซึ่งถือว่าเกินคาดไปเยอะ
ส่วนฝั่งรถปิคอัพ ยังไม่มีตัวขายเด็ดที่น่าสนใจ รุ่น RS Limited Edition ที่ผลิตจำกัด 200 คัน ก็เป็นรถ Cosmetic change ที่มีแค่กระจังหน้า กระโปรงหน้า หลังคาและท้ายทาสีดำ ราคาเริ่มต้น 665,000 บาท


อย่างไรก็ตาม เราก็พอจะเห็นเหตุผลล่ะว่าทำไม Chevrolet ถึงทำรถอย่างรุ่น RS เพราะเมื่อนำไปตกแต่งอย่างในภาพข้างบน ก็น่าจะโดนใจวัยรุ่นสร้างตัวอยู่ไม่น้อย อันที่จริงเจ้ารถสีส้มโหลดเตี้ยข้างบนนี่เขาตั้งใจทำมาโชว์เป็นรถต้นแบบกระบะเตี้ย (ถึงแม้จะเป็นรถต้นแบบ แบบที่เจอได้เยอะบนท้องถนนก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม) เรียกว่า Colorado RS Street ซึ่งรถเดิมเป็น Colorado X-cab LT RS นำมาใส่ช่วงล่าง ล้ออัลลอย 18 นิ้ว คาดสติกเกอร์ข้าง ดิสก์เบรกหน้า/หลังจาก Brembo ติดมาตรวัดเสริมเรียงเป็นตับฝั่งคนนั่ง
ส่วนรถคันสีดำ คือ Chevrolet Colorado Panther เป็นรถโชว์แนวอีกเช่นกัน ต่างกันที่คันนี้จะไปเล่นสไตล์ยกสูง เอา Colorado Midnight Edition มาปรุงแต่ง ติดชุดแผ่นเหล็กกันกระแทกแบบ 3 ชิ้น, รอกมอเตอร์ของ Warn, ติดตั้งแผงบนกันชนเหล็กแบบออฟโรด, ติดตั้งชุดลากพ่วง, พ่นเคลือบกระบะท้าย ด้วยวัสดุกันกระแทก, ชุดแผงไฟ Spot light ด้านหน้าแบบ LED สีดำ, กันชนท้ายแบบออฟโรด สีดำ พร้อมที่เหยียบด้านข้าง, ล้อแบบออฟโรดขับเคลื่อน 4 ล้อ, ยางลุยโคลนรุ่น KM3 จาก BF Goodrich และชุดช่วงล่าง OLD MAN EMU
อ่านรีวิวของ Chevrolet Captiva LS/LT/Premier by Pan ได้ที่นี่
อ่านรีวิวของ Chevrolet Colorado High Country ได้ที่นี่
FORD





Ranger กระบะตัวทำเงินของค่าย ปลายปี 2019 นี้มีการอัปเดตผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ตัวแรกที่น่าสนใจคือ Ford Ranger FX4 ซึ่งเกิดจากการนำเอารุ่น XLT มาใส่ของแต่งเพิ่ม เป็นกระบะยกสูงขับหลังแต่งสวยจากโรงงาน เพิ่มสปอร์ตบาร์ กระจังหน้าดำ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีดำ ชุดแต่งกันชนหน้า/หลังสีดำ เพิ่มปู Liner พื้นกระบะ ส่วนภายใน ให้เบาะหนังสีดำเย็บตะเข็บด้ายสีแดง เครื่องยนต์เป็นแบบเดียวกับ XLT 2.2 ลิตร PUMA บล็อคเก่า 160 แรงม้า มีให้เลือกแค่เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ราคาขายพิเศษจนถึงสิ้นปีนี้คือ 899,000 บาท ซึ่งแพงกว่ารุ่น XLT เพียง 30,000 บาท แต่ได้ของเพิ่มชนิดคุ้มค่า (หลังสิ้นปี ราคาจะเพิ่มเป็น 919,000 บาท)
Ford Ranger Wildtrak โมเดล 2019 ล็อตใหม่ มาในราคาเดิม เปลี่ยนล้อลายใหม่ เพิ่มไฟหน้าใหม่ Projector Bi-LED และช่องเสียบไฟฟ้า USB บริเวณกระจกมองหลัง ในงานนี้ มีการนำรุ่น Wildtrak X เป็นรุ่นพิเศษมา และไม่ได้มาโชว์เฉยๆ แต่มาขายจริง ติดตั้งกันชนเสริมด้านหน้า, สนอร์กเกิล, ซุ้มล้อใหม่ที่มีสัญลักษณ์ Ford ที่หมุด และตบท้ายด้วยล้ออัลลอยลายใหม่ ใครอยากได้ ขอแค่สั่ง “ไม่ต้องเพิ่มเงิน” ราคาเดียวกับ Wildtrak Bi-turbo คือ 1,265,000 บาท
กระบะจอมโดดอย่าง Raptor ก็ได้อานิสงส์ท้ายปีเช่นกัน นอกจากจะเพิ่มสีน้ำเงินใหม่ Performance Blue แล้ว ยังได้ไฟหน้าและช่องเสียบ USB กระจกมองหลังเช่นเดียวกับ Wildtrak แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาแล้วน่าสนใจจริงๆก็คือระบบ Active Safety เช่นระบบเตือนเบรก ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนรถเฉออกนอกเลน ซึ่งเดิม Wildtrak จะมี แต่ไม่ได้ติดตั้งใน Raptor ทั้งหมดนี้ มาในราคาเดิม 1,699,000 บาท


Ford Everest Sport เป็นรุ่นย่อยใหม่ที่ถูกนำมาคั่นกลางระหว่างรุ่น 2.0 Titanium และ Titanium + ตัวรถนั้นมีพื้นฐานมาจากรุ่น 2.0 ลิตรเทอร์โบเดี่ยว 180 แรงม้า แล้วนำมาไหว้ของดำ (กระจังหน้าดำ ล้ออัลลอย 20 นิ้วสีดำ ชุดแต่งสีดำ ภายในดำเดินตะเข็บด้ายสีน้ำเงินและวัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าสีน้ำเงิน) สำหรับรุ่นพิเศษนี้ ทาง Ford เองไม่ได้จู่ๆอยากทำก็ทำขึ้นมา แต่วิจัยมานานพอสมควรว่าลูกค้าที่ซื้อรถ Ford Everest อยากแต่งรถตัวเองไปในแนวทางไหน คำตอบก็คือแนวโหดนี่ล่ะเหมาะที่สุด แต่ราคาไม่ได้โหดตาม เพราะตั้งเอาไว้ที่เพียง 1,399,000 บาท แต่ต้องรีบหน่อย เพราะถ้าสิ้นปีนี้แล้ว ราคาจะกลับไปอยู่ที่ 1,469,000 บาทครับ
นอกจากนี้ก็ยังมี Everest รุ่น Titanium + ที่มาพร้อมกับสีน้ำเงิน Deep Crystal Blue โทนใหม่ นำมาจัดแสดงภายในงานด้วย
HONDA





พระเอกของงาน คงต้องยกให้ Honda City ที่เพิ่งเปิดตัวก่อนหน้านี้ไปแค่ไม่กี่วัน ราคาเริ่มต้น 579,500 บาทในรุ่น S (จะแถม 500 มาอิหยัง?) และจบกับรุ่น RS อุปกรณ์ครบล้อ 16 นิ้ว ที่ราคา 739,000 บาท ถึงแม้หน้าตาของรถรุ่นใหม่จะได้รับความเห็นทั้งบวกและลบแตกต่างกันสุดขั้ว พอถึงวันงานจริง บูท Honda ก็มีเจ้านี่แหละเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนชนิดแทบจะต้องต่อคิวกันดูรถเลยทีเดียว
จุดที่น่าสนใจของ City ใหม่ ไม่ใช่เรื่องอุปกรณ์ เพราะแทบไม่ต่างจากเดิม บางรุ่นย่อยเหมือนโดนถอดของออกไปด้วยซ้ำ แต่เครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบใน Honda City นี่ล่ะ คือสิ่งที่หลายคนรอคอย ปอดไม่โต แต่ได้พลัง 122 แรงม้า มากกว่ารุ่นเดิม และแรงบิด 173 นิวตันเมตร เรียกได้ว่าแรงม้าเท่ารถ 1.5-1.6 ลิตร แต่แรงบิดนี่เท่ารถ 1.8 ลิตรเลยทีเดียว แถมยังมีระบบแปรผันองศาเพลาลูกเบี้ยวทั้งฝั่งไอดี/ไอเสีย มีระบบปรับระยะยกวาล์วที่ฝั่งไอดี จึงสามารถเรียกว่า VTEC Turbo จริงๆได้ไม่อายฟ้าดิน ส่วนเชื้อเพลิงจากเดิมรองรับ E85 รุ่นใหม่นี้จะรองรับแค่ E20 เพราะในรุ่นเดิมที่คิดสรรพสามิตตามอัตรารถปกติ จะได้ส่วนลดภาษี 5% เมื่อรถสามารถเติม E85 ได้ แต่ City รุ่นใหม่นี้เขาจดเข้ารับสรรพสามิตอัตราอีโคคาร์ไปเรียบร้อย ต่อให้เติม E85 ได้ก็ไม่ได้รับส่วนลดเพิ่มเติม มันก็เป็นอย่างนี้แหละจ้ะนายจ๋า
ดูสเป็ครถ ราคา และอุปกรณ์แบบครบทุกรุ่นย่อยของ City คลิกที่นี่





Civic Hatchback ก็จัดเป็นรถใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 8 พฤศจิกายน อัปเกรดจากรุ่น TURBO เดิม เป็น TURBO RS ดังนั้นจึงได้ล้ออัลลอยลายเดียวกับรุ่นสี่ประตู มีการเพิ่มการตกแต่งด้วยวัสดุรมดำเข้าไป เปลี่ยนกันชนหน้า/หลังใหม่ ท่อไอเสียแบบออกท้ายคู่ตรงกลางรูเบ้อเริ่ม ภายใน อัปออพชั่นเท่า RS สี่ประตู ที่สำคัญคือเพิ่มระบบความปลอดภัย Honda Sensing, ไฟสูงอัตโนมัติ และ Adaptive Cruise Control เข้าไปด้วย ราคาเพิ่มจากรุ่น 1.5 TURBO เดิม 60,000 บาท
ในงาน ยังมีการนำรุ่น Hatchback มาแต่ง Modulo โชวไว้ข้างๆกัน ผมถ่ายราคาอะไหล่แต่ละชิ้นมาด้วย เผื่อใครอยากลองติดตั้งใส่รถตัวเองดูครับ
HYUNDAI







บูธของ Hyundai มีการนำ Veloster รถทรงแปลกมาโชว์ ด้านซ้ายมีประตูสองบาน ด้านขวามีบานเดียว ไม่ Symmetrical (Subaru ไม่ถูกใจสิ่งนี้) ขนาดตัว พอฟัดพอเหวี่ยงกับ Hot Hatch ยุโรปอย่าง MINI Hatch และ VW Golf แต่ทั้งนี้ บอกแค่เพียงว่าจะมีการเปิดราคาขายจริงในปีหน้า สำหรับวันนี้มาดูหยั่งเสียงประชาราษฎร์ก่อนว่าชอบมากแค่ไหน ขุมพลังในเวอร์ชั่นเมืองนอก มีตั้งแต่ 1.4 ลิตรเทอร์โบ 140 แรงม้า, 2.0 ลิตรไร้เทอร์โบ 149 แรงม้า, 1.6 ลิตรเทอร์โบ 204 แรงม้า และเด็ดสุดกับรุ่น 2.0 เทอร์โบ 250-275 แรงม้า
ส่วนรถที่ขายอยู่ก็มีการการนำมาโชว์ KONA Electric SEL รถยนต์ไฟฟ้าบ้าพลัง เร่งแรงเหมือน Audi quattro ทรวดทรงใกล้เคียง HR-V พร้อมกับแบตเตอรี่ลูกใหญ่ ชาร์จเต็มที่ วิ่งได้เกิน 400 กิโลเมตร ส่วนรถตู้ MPV ขนาดใหญ่อย่าง H-1 ในปลายปี 2019 มีการอัปเดตให้กับทั้งรุ่นย่อย Touring, Elite, และ Deluxe เช่น เปลี่ยนลายล้ออัลลอย เปลี่ยนลายกระจังหน้า เพิ่ม Daytime Running Light ขายในราคาเดิมทุกรุ่นย่อย คือ 1,329,000-1,729,000 บาท
