ปอร์เช่: พัฒนาการแห่งยนตรกรรมหรู สู่ยุคใหม่ของขุมพลังและเทคโนโลยี
ในวงการยานยนต์ระดับพรีเมียม ความเคลื่อนไหวของแบรนด์ชั้นนำอย่างปอร์เช่ (Porsche) ไม่เคยหยุดนิ่ง การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ พร้อมด้วยการอัพเกรดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันก้าวกระโดดและเป้าหมายในการครองใจผู้บริโภคที่มองหายานยนต์ที่ผสมผสานสมรรถนะอันเร้าใจ ความหรูหรา และนวัตกรรมแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว
การปรากฏตัวอันทรงพลัง: การรุกตลาดไทยของปอร์เช่
ย้อนกลับไปในช่วงงาน “มหกรรม Fast Auto Show Thailand 2018” ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย AAS Motorsport ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการนำทัพยนตรกรรมชั้นนำมาจัดแสดง นำโดยรุ่นเรือธงอย่าง 911 GT3 และ 911 Carrera ที่เป็นตำนานแห่งสมรรถนะ ตามมาด้วย 718 Cayman และ 718 Boxster สปอร์ตโรดสเตอร์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ รวมถึง Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo ซาลูนหรูที่ผสานสมรรถนะและเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง Cayman GT4 Club Sport MR รถแข่งสายพันธุ์ปอร์เช่ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง
ข้อเสนอสุดพิเศษ: เฉลิมฉลอง 70 ปีปอร์เช่
ในโอกาสพิเศษครบรอบ 70 ปีของปอร์เช่ ประเทศไทย ได้มอบแคมเปญสุดพิเศษ เชิญชวนผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ ร่วมลุ้นสิทธิ์ในกิจกรรม “Porsche Memorable German Heritage Trip” ซึ่งจะพาผู้โชคดีไปสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ประเทศเยอรมนี ทั้งการทดลองขับรถยนต์ปอร์เช่ในบรรยากาศสุดงดงามของ Black Forest การเยี่ยมชมโรงงานและพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและเป็นที่ปรารถนาของสาวกปอร์เช่ทั่วโลก
ความเชื่อมั่นและการรับประกัน: มาตรฐาน AAS Autoservice
AAS Autoservice ในฐานะผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของปอร์เช่ในประเทศไทย มอบความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าด้วยการรับประกันจากโรงงานยาวนานสูงสุดถึง 2+7 ปี ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความใส่ใจในการบริการหลังการขายที่เหนือระดับ
การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า: ทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย แบรนด์รถหรูยักษ์ใหญ่อย่าง Mercedes-Benz จึงได้ทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์ EQ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่
Mercedes-Benz EQ: ก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า
Mercedes-Benz ได้เริ่มทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2555 ด้วยการนำเสนอ E 300 BlueTEC Hybrid ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการรถหรู ทำให้ผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับเทคโนโลยีไฮบริดมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น Mercedes-Benz ได้ทยอยติดตั้งเครื่องยนต์ไฮบริดในรถยนต์หลากหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เริ่มตระหนักถึงประโยชน์ด้านการประหยัดน้ำมันและการรักษาสิ่งแวดล้อม
เพื่อความชัดเจนในการทำตลาด Mercedes-Benz ได้จัดตั้งแบรนด์ EQ ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มเห็นภาพชัดเจนเมื่อปี 2559 ด้วยการทำตลาดรถยนต์กลุ่ม Plug-in Hybrid ในรถยนต์ Sedan เกือบทุกรุ่น และ SUV บางรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย เพื่อรองรับทิศทางความต้องการของตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันว่า ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งสำหรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน Mercedes-Benz ประเทศไทย ไม่เพียงแต่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังมุ่งเน้นการนำเสนอภาพของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ ที่รถยนต์จะฉลาดขึ้น และกลายเป็น Connected Car เต็มรูปแบบ
เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz ได้ดำเนินกลยุทธ์การติดตั้งสถานีชาร์จกว่า 200 จุดทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าและโรงแรมต่างๆ รวมถึงเตรียมพร้อมเดินสายการผลิตโรงงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
Mercedes-Benz C-Class ใหม่: ยกระดับประสบการณ์การขับขี่
การเปิดตัว The New C-Class รุ่นประกอบในประเทศ ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ที่ทันสมัย เต็มเปี่ยมด้วยออปชั่น และดีไซน์ที่โดดเด่น
ดีไซน์ภายนอกที่เหนือระดับ:
The New C-Class มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความสปอร์ตและหรูหรามากยิ่งขึ้น สะท้อนเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ผ่านรายละเอียดต่างๆ เช่น กระจังหน้าแบบ Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โคมไฟหน้า LED High Performance และเทคโนโลยี MULTIBEAM LED ที่ให้แสงสว่างไกลและแม่นยำ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและทัศนวิสัยในการขับขี่
ภายในห้องโดยสารที่หรูหราและอัจฉริยะ:
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความต่อเนื่อง สปอร์ต และหรูหรา ผสานเทคโนโลยีจากตระกูล S-Class เข้ามาอย่างลงตัว เช่น All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ถึง 3 รูปแบบ และหน้าจอมัลติมีเดีย MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว ที่ควบคุมระบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดายผ่าน Touchpad ระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี และฟังก์ชั่น AIR BALANCE package ที่ช่วยฟอกอากาศพร้อมปรับกลิ่นหอม ยกระดับประสบการณ์ความสบายขั้นสูงสุด
เทคโนโลยีและความปลอดภัยระดับ S-Class:
The New C-Class มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุด เทียบเท่ากับที่ใช้ใน Mercedes-Benz S-Class อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP®), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE, ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA, ระบบรักษาความเร็ว DISTRONIC, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า ATTENTION ASSIST, เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist, ระบบ DYNAMIC SELECT, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อ Apple CarPlay™ & Android Auto, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) และระบบเสียง Burmester® surround sound system
Audi: การลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์และขยายตลาดในประเทศไทย
Audi (อาวดี้) แบรนด์รถยนต์หรูจากเยอรมนี ได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยการลงทุนกว่าพันล้านบาท เปิด Audi Centre Thailand สำนักงานใหญ่ โชว์รูม และศูนย์บริการครบวงจร ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา
Audi Centre Thailand: แลนด์มาร์คสำคัญของ Audi ในเอเชีย
กฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร Audi ประเทศไทย กล่าวว่า Audi Centre Thailand เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อยกระดับการทำงานทุกส่วน ตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ การขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพการบริการหลังการขาย อาคารขนาด 6 ชั้น 2 อาคารแห่งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นศูนย์บริการที่ครบวงจร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความตั้งใจของ Audi ในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายยอดขายและแผนการผลิตในอนาคต
Audi ตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 1,200 คัน ซึ่งการเปิดศูนย์แห่งใหม่และการขยายสาขาจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และผลักดันให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ไมเคิล ฟริช ผู้อำนวยการอาวุโสส่วนงานขายต่างประเทศของ Audi กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย หากยอดขายสามารถทะลุ 5,000 คันต่อปีได้
Audi Q8: Super SUV แห่งตระกูล Q Family
Audi ยังได้ชิงเปิดตัว Audi Q8 เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเอาใจลูกค้าที่รอคอย SUV แห่งตระกูล Q Family Audi Q8 55 TFSI quattro S line มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า ผสานเทคโนโลยี Mild Hybrid 48 โวลต์ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และความนุ่มนวล ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และการควบคุมที่เหนือชั้นตามปรัชญา “พละกำลังจะไร้ค่าโดยสิ้นเชิงหากขาดการควบคุม”
Porsche Panamera: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เหนือชั้น
Porsche Panamera รุ่นใหม่ (971) ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์ Gran Turismo ให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานดีไซน์ที่สวยงาม สัดส่วนที่ลงตัว และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
การออกแบบภายนอก: ความสง่างามที่ผสมผสานความเป็นสปอร์ต
Panamera รุ่นใหม่ มีการออกแบบภายนอกที่เน้นความสง่างามและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากเส้นสายที่พลิ้วไหว ไฟท้าย LED ที่เชื่อมต่อกันด้วยแถบไฟ และโป่งล้อหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 911 ทำให้รถดูแข็งแกร่งและมีมิติมากขึ้น การออกแบบด้านหลังที่ดูเตี้ยและกว้างขึ้น ช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตที่ปราดเปรียว
ภายในห้องโดยสาร: ความหรูหราที่ผสานกับเทคโนโลยี
ห้องโดยสารของ Panamera ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่หมดจด ด้วยคอนเซ็ปต์ Porsche Advanced Cockpit ที่เน้นความเรียบง่าย ทันสมัย และใช้งานง่าย แผงหน้าปัดแบบ All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว ควบคุมระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ และปุ่มควบคุมแบบ Touch Sensitive สร้างบรรยากาศที่ล้ำสมัยและหรูหรา วัสดุภายในเลือกใช้เกรดพรีเมียม เช่น หนังแท้, อัลลอย, และลายไม้ ให้ความรู้สึกถึงความประณีตและใส่ใจในทุกรายละเอียด
ขุมพลังอันเร้าใจ: ตัวเลือกที่หลากหลายเพื่อทุกการขับขี่
Panamera นำเสนอทางเลือกของขุมพลังที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่:
Panamera 4 E-Hybrid: ผสานเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ 2.9 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 462 แรงม้า พร้อมพิสัยการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนสูงสุด 51 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Panamera 4S: เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ 2.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 440 แรงม้า มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมสำหรับการขับขี่ทั่วไปและสปอร์ต
Panamera Turbo: เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบ 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 550 แรงม้า พร้อมอัตราเร่งอันดุดัน พาคุณทะยานสู่ความเร็วสูงสุดได้อย่างน่าทึ่ง
Panamera Turbo Executive: มาพร้อมขุมพลังเดียวกับรุ่น Turbo แต่เพิ่มความยาวฐานล้อเพื่อความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสารตอนหลัง
เทคโนโลยีและความปลอดภัย: การผสานสมรรถนะและความมั่นใจ
Panamera มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ PTM (Porsche Traction Management) ที่กระจายแรงบิดไปยังล้อหน้าและหลังได้อย่างอิสระ ระบบช่วงล่างแบบ Air Suspension ที่สามารถปรับความสูงของตัวรถได้ และระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง (Rear-wheel Steering) ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าโค้ง นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง และระบบเบรกประสิทธิภาพสูงที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ
บทสรุป: ยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
Porsche Panamera ไม่ใช่เพียงแค่รถหรู แต่คือการผสมผสานระหว่างรถสปอร์ต GT และซีดานคันโต ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายและความหรูหรา การเลือก Panamera ไม่ใช่แค่การเลือกรถยนต์ แต่คือการเลือกสไตล์การใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยสมรรถนะ ความสง่างาม และเทคโนโลยีแห่งอนาคต
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงรสนิยมที่ไม่เหมือนใคร พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจในทุกเส้นทาง Porsche Panamera คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ
อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ!
ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจในยนตรกรรมแห่งอนาคตและสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงของรถยนต์ปอร์เช่รุ่นต่างๆ และรถยนต์แบรนด์หรูชั้นนำอีกมากมายได้ที่งานแสดงรถยนต์ระดับประเทศ หรือติดต่อโชว์รูมและศูนย์บริการ AAS Autoservice เพื่อข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองขับยนตรกรรมที่คุณใฝ่ฝัน.

