BYD ผงาด! แซงทุกค่าย ครองตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในจีนอย่างเบ็ดเสร็จ เผยเทรนด์ตลาดโลกปี 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างใกล้ชิด และสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาในปี 2024-2025 บ่งชี้ถึงคลื่นการปฏิวัติที่กำลังโหมกระหน่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด และหากจะกล่าวถึงผู้นำที่ไร้เทียมทานในเซ็กเมนต์นี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า BYD คือชื่อที่ต้องถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ
รายงานล่าสุดจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของ BYD ในตลาด PHEV โดยในเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา รถยนต์ PHEV จาก BYD สามารถกวาด 9 อันดับแรกในตารางยอดขายสูงสุดได้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง และเทคโนโลยีอันก้าวล้ำที่ BYD ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
BYD: ผู้นำที่ไม่มีใครเทียบในตลาด PHEV จีน
เมื่อเจาะลึกข้อมูลยอดขายเดือนกรกฎาคม 2024 จะพบว่า BYD Song มียอดขายสูงถึง 48,769 คัน ตามมาด้วย BYD Qin L ที่ 32,941 คัน และ BYD Qin ที่ 29,074 คัน ในขณะที่ BYD Destroyer 05 และ BYD Seal 06 ก็ทำยอดได้อย่างแข็งแกร่งที่ 25,558 คัน และ 25,200 คัน ตามลำดับ
ที่น่าสังเกตคือ ใน 9 อันดับแรก มีเพียง Chery Fulwin T9 เพียงรุ่นเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่แบรนด์ในเครือ BYD ที่สามารถแทรกเข้ามาได้ในอันดับที่ 10 ส่วน Denza D9 แม้จะมีชื่อแบรนด์ที่แตกต่าง แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร BYD ที่กำลังเติบโต
เทรนด์ “คุ้มค่า” มาแรง: PHEV ราคาประหยัดครองใจตลาด
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษจากรายงานนี้คือ การที่ BYD Han ซึ่งเคยเป็นรุ่นเรือธงและได้รับความนิยมอย่างสูง ได้ร่วงมาอยู่อันดับที่ 6 ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนไป ผู้บริโภคในจีนให้ความสำคัญกับรุ่นราคาประหยัดมากขึ้น โดย 5 อันดับแรกล้วนเป็นรถยนต์ PHEV ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย ซึ่ง BYD สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
เมื่อพิจารณาถึงยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี 2024 (มกราคม – กรกฎาคม) BYD ยังคงครองความเป็นหนึ่งอย่างแท้จริง โดย BYD Song นำมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยยอดขาย 359,187 คัน ตามมาด้วย BYD Qin (179,439 คัน) และ BYD Destroyer 05 (163,745 คัน) จะเห็นได้ว่า BYD มีถึง 7 รุ่น ที่ติดอันดับ Top 10 ของยอดขาย PHEV สะสมทั้งปี
PHEV: ขุมพลังขับเคลื่อนตลาด NEV ทั่วโลก
สถิติยอดขาย PHEV ในเดือนกรกฎาคม 2024 ที่มีมากถึง 318,000 คัน คิดเป็น 33.7% ของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ทั้งหมด และเติบโตขึ้นถึง 73% เมื่อเทียบรายปี ย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของ PHEV ในฐานะตัวเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรม NEV อย่างไม่ต้องสงสัย
ในตลาดประเทศไทยเอง BYD ก็ได้เปิดตัว BYD Sealion 6 ซึ่งเป็นรถยนต์ PHEV รุ่นแรก โดยตั้งราคาที่น่าสนใจเริ่มต้นเพียง 939,900 บาท ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า BYD พร้อมที่จะเข้ามาเขย่าตลาด PHEV ในภูมิภาคนี้อย่างจริงจัง
การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดโลก: BYD ท้าชนแบรนด์ดั้งเดิม
นอกเหนือจากตลาดจีน การรุกคืบของ BYD ยังขยายไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ตลาดที่เคยเป็นฐานที่มั่นของแบรนด์รถยนต์ดั้งเดิมอย่าง Toyota
แม้ว่า BYD จะมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในญี่ปุ่นลดลง 33% ในปี 2024 แต่เมื่อเทียบกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ที่ลดลง 30% ในช่วงเวลาเดียวกัน การที่ BYD สามารถทำยอดขายได้ถึง 2,223 คัน เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อนหน้า ยิ่งตอกย้ำถึงศักยภาพในการแข่งขัน
BYD เริ่มเข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่นอย่างจริงจังในปี 2023 ด้วยรุ่น Atto 3 (Yuan Plus) และ Dolphin ก่อนจะตามมาด้วย Seal ในปี 2024 และเตรียมเปิดตัวรุ่นที่สี่ BYD Sealion 07 ในปี 2025 โดยมีจุดขายที่สำคัญคือ ราคาที่เข้าถึงง่าย เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์ญี่ปุ่น
ความท้าทายของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่น
แม้ว่า BYD จะแสดงความแข็งแกร่ง แต่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่นกลับเผชิญกับความท้าทาย โดยส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงต่ำกว่า 2% ในปี 2024 ซึ่งถือเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในบรรดาตลาดพัฒนาแล้ว แม้ว่าตลาดอื่นๆ จะเติบโตช้าลง แต่ความลังเลในการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าของญี่ปุ่นก็เป็นที่ประจักษ์
Toyota bZ4X รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Toyota มียอดขายเพิ่มขึ้น 10% แต่ก็ยังคงมีราคาเริ่มต้นสูงถึง 5.5 ล้านเยน ในขณะที่ Nissan ผู้เคยเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่น กลับมียอดขายลดลงอย่างน่าใจหายถึง 44% โดยเฉพาะรุ่น Sakura และ Leaf ที่ยอดขายดิ่งลงอย่างหนัก
Tesla ยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดย BYD มียอดขายประมาณ 40% ของ Tesla และมีแผนจะขยายเครือข่ายร้านค้าให้ได้ 100 แห่งภายในปี 2025
สหรัฐอเมริกา: ตลาดที่ซับซ้อนและมีการแข่งขันสูง
ข้ามมายังฝั่งสหรัฐอเมริกา ตลาดรถยนต์ในปี 2024 มียอดขายรวม 16.09 ล้านคัน ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่ายังดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและอัตราเงินเฟ้อที่สูง
แบรนด์รถยนต์อเมริกันยังคงครองส่วนแบ่งตลาด 42% ซึ่งถือว่าสูงรองจากเยอรมนี (50%) แต่สูงกว่าฝรั่งเศส (37%)
Ford F-Series ยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง โดย Ford F-150 ครองอันดับ 2 ของรถยนต์ขายดีที่สุด แม้ว่ายอดขายจะลดลง 5% แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ
Toyota RAV4 ขึ้นแท่นผู้นำตลาดรถยนต์นั่งในสหรัฐฯ
สำหรับ Toyota RAV4 สามารถก้าวขึ้นมาเป็นรถยนต์นั่งที่มียอดขายสูงสุดในสหรัฐฯ ประจำปี 2024 ด้วยยอดขาย 475,193 คัน เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนหน้า ตามมาด้วย Ford F-150 และ Honda CR-V ที่มียอดขายแข็งแกร่งเช่นกัน
น่าสนใจว่า Tesla Model Y แม้จะมียอดขายลดลง 3% แต่ก็ยังคงติดอันดับ 4 ด้วยยอดขาย 372,613 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ที่ยังคงมีอยู่
เทรนด์การใช้รถยนต์พลังงานทางเลือกในออสเตรเลีย
ในออสเตรเลีย เดือนกรกฎาคม 2024 มียอดขายรถยนต์รวม 99,486 คัน เพิ่มขึ้น 2.7% จากปีก่อนหน้า และยอดขายสะสม 7 เดือนแรกอยู่ที่ 731,898 คัน เพิ่มขึ้น 7.9%
สัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อยู่ที่ 6.6% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ในขณะที่ PHEV และ Hybrid กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย PHEV เติบโตถึง 88% และ Hybrid เติบโต 129%
Toyota RAV4 ยังคงเป็นผู้นำในตลาดออสเตรเลียเช่นกัน โดยมียอดขาย 5,933 คัน เพิ่มขึ้นถึง 116% ในเดือนกรกฎาคม ตามมาด้วย Ford Ranger และ Toyota HiLux
Hyundai Motor Group: ความท้าทายในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก
ขณะที่ BYD กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง Hyundai Motor Group กลับเผชิญกับความท้าทาย โดยยอดขายรถยนต์รวมในเดือนมิถุนายนลดลงมากกว่า 6% ทั่วโลก แม้ว่ายอดขายในสหรัฐฯ จะยังคงแข็งแกร่ง แต่เกมรถยนต์ไฟฟ้าของ Hyundai กลับลดลงถึงสองหลักในระดับโลก
ยอดขายรถยนต์ไฮบริด ทั้งแบบไฟฟ้า 100% และ PHEV ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันที่ยอดขายลดลงเมื่อเทียบรายปี ซึ่งสวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกที่ยังคงขยายตัว แม้จะเติบโตไม่สม่ำเสมอก็ตาม
PHEV ของ Hyundai ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ยอดขายรถยนต์ Plug-in hybrid ของ Hyundai และ Genesis ในเดือนมิถุนายน มีจำนวน 21,028 คัน ลดลง 34% เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่ Hyundai ต้องเผชิญในการรักษาฐานลูกค้าในกลุ่ม PHEV
ในขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดทั่วโลกของ Hyundai ก็ลดลง 34% เช่นกัน โดย Hyundai BEV ลดลง 34% และ Genesis BEV ลดลง 33%
กลยุทธ์ของ Hyundai: เน้นรถยนต์ไฟฟ้าราคาย่อมเยา
เพื่อแก้ไขสถานการณ์ Hyundai ตั้งใจที่จะเพิ่มยอดขายด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กอย่าง Hyundai INSTER (หรือ Casper EV ในเกาหลีใต้) ที่มีราคาไม่แพง โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าให้กับแบรนด์ได้ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม โมเดลไฟฟ้าล้วนรุ่นยอดนิยมของ Hyundai อย่าง IONIQ 5, Kona Electric และ IONIQ 6 กลับมียอดขายลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี โดยเฉพาะ IONIQ 6 ที่ลดลงอย่างมากถึง 62% เมื่อเทียบรายปี
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ปี 2025: ใครจะอยู่ใครจะไป?
จากภาพรวมทั้งหมดที่ได้วิเคราะห์มา สามารถสรุปแนวโน้มสำคัญสำหรับตลาดรถยนต์ในปี 2025 ได้ดังนี้:
BYD จะยังคงเป็นผู้นำในตลาด PHEV: ด้วยกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มราคาและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ BYD จะยังคงครองตลาด PHEV ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดจีนและกำลังขยายอิทธิพลไปยังภูมิภาคอื่นๆ
PHEV จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาด NEV: การที่ PHEV มอบความยืดหยุ่นในการใช้งานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะทวีความรุนแรงขึ้น: แบรนด์รถยนต์จีนจะยังคงบุกตลาดทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์ดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัวและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงได้มากขึ้น
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่นยังคงเผชิญความท้าทาย: แม้จะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา แต่ความคุ้นเคยและวัฒนธรรมการใช้รถยนต์ของชาวญี่ปุ่น อาจเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว
Hyundai ต้องเร่งปรับกลยุทธ์: การลดลงของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและ PHEV ทั่วโลก บีบให้ Hyundai ต้องทบทวนกลยุทธ์ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลาย
ในฐานะผู้ที่อยู่ในวงการ ผมเชื่อว่าปี 2025 จะเป็นอีกปีที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับตัวอย่างรวดเร็ว การพัฒนานวัตกรรม และการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาแบรนด์ไปสู่ความสำเร็จ
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการทราบข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา เราพร้อมให้คำปรึกษาและนำเสนอข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำในโลกยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้

