ตลาดรถยนต์ไทย: สัญญาณฟื้นตัวด้วยยอดขายพุ่ง 20.6% ในเดือนพฤศจิกายน 2568 พร้อมแรงหนุนจาก Motor Expo 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เมื่อตลาดรวมส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน ด้วยยอดขายรวมสูงถึง 51,044 คัน เติบโตขึ้นถึง 20.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สิ่งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มกลับมา ประกอบกับการขับเคลื่อนที่สำคัญจากงานมหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยเดือนพฤศจิกายน 2568: การเติบโตที่น่าประทับใจ
สถิติยอดขายรถยนต์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่รายงานโดยคุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งในภาพรวม ตลาดรถยนต์นั่งยังคงรักษาโมเมนตัมที่ดี ด้วยยอดขาย 19,174 คัน เพิ่มขึ้น 6.5% ขณะที่กลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มียอดขายที่น่าประทับใจถึง 31,870 คัน เติบโตถึง 31.1% สะท้อนถึงความต้องการในการลงทุนและขยายธุรกิจของผู้ประกอบการ
ส่วนตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างสูงในประเทศไทย มียอดขายรวม 15,226 คัน เพิ่มขึ้น 5.5% แม้จะมีการแข่งขันสูง แต่ก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญของตลาด
Motor Expo 2025: พลังขับเคลื่อนสำคัญสู่ยอดขายสิ้นปี
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดรถยนต์ไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเดือนพฤศจิกายนและต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม คือความสำเร็จของงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 “Thailand International Motor Expo 2025” งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเป็นโอกาสทองสำหรับผู้บริโภคในการจับจองรถยนต์ที่ต้องการ ด้วยข้อเสนอและแคมเปญสุดพิเศษจากทุกค่ายผู้ผลิต
ยอดจองรถยนต์ที่ทะลุ 75,000 คัน ในงาน Motor Expo 2025 ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 12 ปี สะท้อนถึงความคึกคักและความพร้อมของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อ การเติบโตของยอดจองกว่า 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่างานนี้มีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันยอดขายรวมของตลาดรถยนต์ไทยในช่วงปลายปี
Toyota: ผู้นำตลาดที่ยังคงแข็งแกร่ง
ตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 โตโยต้ายังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ไทยได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายสะสม 205,453 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 37.6% การเติบโต 3% ของโตโยต้า ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์
โดยเฉพาะในกลุ่ม Pure Pick Up (Hilux Champ, Revo และ Travo) โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างน่าประทับใจที่ 48.5% และในกลุ่ม Eco Segment (Yaris และ Yaris ATIV) ก็ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยม ด้วยยอดขาย 56,471 คัน
แนวโน้มรถยนต์ไฟฟ้า (xEV): การเติบโตที่น่าจับตา
ในยุคที่กระแสยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) กำลังมาแรง ตลาด xEV ในไทยก็แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ยอดขายรถยนต์กลุ่ม HEV (Hybrid Electric Vehicle) สูงถึง 11,594 คัน เพิ่มขึ้นถึง 38.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และตลอด 11 เดือนแรกของปี 2568 มียอดขายสะสมถึง 126,293 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51.1% ของตลาด xEV ทั้งหมด บ่งชี้ว่าผู้บริโภคไทยเริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Ford: กลยุทธ์การปรับตัวในตลาดที่เปลี่ยนแปลง
ในขณะที่ตลาดโดยรวมกำลังฟื้นตัว แบรนด์อย่าง Ford ประเทศไทย กำลังเผชิญกับความท้าทายที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คุณเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่โชว์รูมรถยนต์อาจไม่ได้คึกคักเท่าเดิม เนื่องจากผู้บริโภคหันไปหาข้อมูลออนไลน์มากขึ้น และสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนชะลอการตัดสินใจซื้อรถใหม่
Ford ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลักคือ Ford Ranger และ Ford Everest ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งในตลาดได้อย่างเหนียวแน่น โดย Ford Ranger มีส่วนแบ่งการตลาดในเซ็กเมนต์รถกระบะที่ 7.8% และ Ford Everest ในกลุ่ม PPV (รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง) อยู่ที่ 17.4%
ลูกค้า Ford: กลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมที่น่าสนใจ
กลุ่มลูกค้าหลักของ Ford ประเทศไทย คือผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปี (55%) รองลงมาคือกลุ่มอายุ 20-30 ปี (ประมาณ 17-20%) โดยมีเจ้าของธุรกิจเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนสูงสุด ตามมาด้วยพนักงานบริษัท และเกษตรกร
น่าสนใจว่า สัดส่วนลูกค้าผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง (60:40) ซึ่งคุณเมธัสได้อธิบายว่า ลูกค้าผู้ชายมักจะให้ความสำคัญกับสมรรถนะ ความแรง และความสามารถในการลุยทุกสภาพถนน ขณะที่ลูกค้าผู้หญิงจะพิจารณาเรื่องต้นทุนการเป็นเจ้าของ เช่น ค่าบำรุงรักษาเป็นหลัก
ภูมิภาคที่มีการทำยอดขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, เชียงใหม่, ภูเก็ต และขอนแก่น โดย Ford Everest ขายดีเป็นพิเศษในภูเก็ต ส่วน Ford Ranger Raptor ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มเกษตรกรของจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ในการขนส่งผลไม้
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ใช้รถนานขึ้น กลายเป็น Deal Hunter
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือผู้บริโภคไทยใช้รถนานขึ้น จากเดิมที่อาจเปลี่ยนรถทุกๆ 7 ปี ปัจจุบันยืดระยะเวลาไปถึง 10 ปี สาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยียานยนต์ที่พัฒนาจนรถมีความทนทานมากขึ้น ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อกำลังซื้อ
นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคกลายเป็น “Deal Hunter” มากขึ้น ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ลดลง ผู้บริโภคกล้าที่จะเปรียบเทียบและเปิดรับตัวเลือกใหม่ๆ จากแบรนด์อื่นมากขึ้นกว่าเดิม
ตลาด xEV ในมุมมอง Ford: ยังไม่ใช่เวลาของรถกระบะไฟฟ้า?
แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นที่สนใจของตลาดโลก แต่ในมุมมองของ Ford ประเทศไทย มองว่าสำหรับตลาดไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะไฟฟ้า ยังคงมีปัจจัยท้าทายหลายประการ ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงและความกังวลด้านความทนทานในการใช้งานหนัก รวมถึงข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือเส้นทางทุรกันดาร
คุณเมธัส คาดการณ์ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจะเข้ามามีบทบาทในตลาดไทยก่อน คือรถยนต์ขนาดเล็กสำหรับใช้งานในเมืองที่สามารถชาร์จได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนรถกระบะที่ต้องรับภาระหนัก อาจจะยังไม่ถึงเวลาอันควร
กลยุทธ์ Data-Driven และการสร้างความแตกต่าง
เพื่อรับมือกับตลาดที่เปลี่ยนแปลง Ford ประเทศไทย ได้ปรับกลยุทธ์โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) ในการออกแบบแคมเปญให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น เช่น แคมเปญ “โปรยิ้มกว้าง” ที่นำเสนอรูปแบบการชำระเงินที่ยืดหยุ่นสำหรับกลุ่มเกษตรกร โดยให้ดาวน์เริ่มต้นเพียง 5% และสามารถเลือกระยะเวลาผ่อนชำระได้ 3, 6 หรือ 12 เดือน
นอกจากนี้ Ford ยังเปิดตัว “Ford Everest Trend” ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น (1.249 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับรุ่นปกติที่ประมาณ 2 ล้านบาท เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการ PPV สมรรถนะสูงในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งกลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยยอดขาย Ford Everest Trend พุ่งขึ้นกว่า 7.5 เท่าในเวลาอันสั้น
จุดยืนของ Ford: สมรรถนะที่คุ้มค่า
Ford ประเทศไทย ย้ำชัดว่าไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นแบรนด์ “พรีเมียม” แต่เน้นการมอบ “สมรรถนะที่คุ้มค่า” ให้กับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคกลุ่มใดก็ตาม ทุกคนล้วนต้องการรถที่มีสมรรถนะที่ดีเยี่ยม
ผลประกอบการของ Ford Motor Company (Thailand) Ltd. ย้อนหลัง 5 ปี แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้และกำไร ซึ่งสนับสนุนกลยุทธ์และทิศทางของบริษัท
อนาคตของ Ford ในประเทศไทย: “Ford Ranger Super Duty” และการขับเคลื่อนตลาด
สำหรับปี 2569 Ford ประเทศไทย มีแผนที่จะเปิดตัว “Ford Ranger Super Duty” ซึ่งจะมาพร้อมสมรรถนะการลากจูงที่โดดเด่น รองรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 4.5 ตัน และสูงสุด 8 ตัน เมื่อรวมน้ำหนักบรรทุกและลากจูง โดยรถรุ่นนี้จะผลิตในประเทศไทยเพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออกทั่วโลก
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Ford ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะเล่นในตลาดที่ตนเองมีความแข็งแกร่งและถนัดที่สุด พร้อมทั้งจับตาการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาถึงของยุค EV ซึ่งจะกำหนดทิศทางของตลาดรถยนต์ไทยในทศวรรษหน้า
The Ultimate Car Show 2025: โอกาสทองสำหรับผู้มองหารถยนต์คุ้มค่า
ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่กำลังมองหารถยนต์ใหม่ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่าในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสมรรถนะ ราคา โปรโมชัน หรือสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ มาร่วมงาน The Ultimate Car Show 2025 งานแสดงรถยนต์แห่งปีที่รวบรวมยานยนต์ชั้นนำจากหลากหลายแบรนด์มาไว้ในที่เดียว
งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-30 กันยายน 2568 ณ ลานกิจกรรม ชั้น G โซนลิฟต์แก้ว เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต คุณจะได้สัมผัสกับรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ข้อเสนอสุดพิเศษ และบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์คันโปรดของคุณเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุด
อย่าพลาดโอกาสนี้! มาร่วมสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าไปกับแคมเปญสุดคุ้มค่าที่งาน The Ultimate Car Show 2025 แล้วคุณจะพบว่า การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

